เมื่อเงินบาทผงาดบนกระดานโลก – โอกาสแห่งอำนาจ หรือหลุมพรางทางโครงสร้างเศรษฐกิจ? /โดย: ดร.Force

388628

     การที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่น เริ่มปรับท่าทีหันมาใช้ “เงินบาท” ในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศบางส่วน อาจดูเผินๆ เหมือนเป็นเพียงการปรับตัวทางเทคนิคในระดับทวิภาคี ทว่าในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ที่สะท้อนให้เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนของระเบียบการเงินโลก ที่เคยยึดโยงอยู่กับดอลลาร์สหรัฐมาอย่างยาวนานเกือบศตวรรษ

              ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องมูลค่าของ “ค่าเงิน” แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างอำนาจ (Power Structure Transition) โลกกำลังก้าวออกจาก ระบบการเงินแบบขั้วอำนาจเดียว (Unipolar Monetary System) ที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่ ระบบนิเวศที่มีหลายสกุลเงินแข่งขันกัน (Multipolar Currency Ecosystem) และในกระแสน้ำเชี่ยวกรากนี้ “เงินบาท” ของไทยกำลังถูกดึงเข้าสู่เกมภูมิรัฐศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามูลค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ

              1. เบื้องหลังหมากกระดานนี้: ทำไมญี่ปุ่นจึงขยับตัว? ในอดีต ญี่ปุ่นคือหนึ่งในเสาหลักที่ค้ำยันระบบดอลลาร์ แต่การเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่มั่นใจเชิงระบบ” ที่มีต่อมหาอำนาจเดิม ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ ทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงซึ่งบั่นทอนอำนาจซื้อ, การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานที่ทำให้ประเทศเสี่ยงต่อ ความผันผวน (Volatility), การถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์จำนวนมหาศาลที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ตลอดจนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

               นัยสำคัญของเรื่องนี้ คือ ญี่ปุ่นไม่ได้เลือกใช้เงินบาทเพราะเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งที่สุด แต่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้า การกระจายความเสี่ยง (Diversify Risk) โดยไม่ได้ตั้งใจจะละทิ้งดอลลาร์อย่างสมบูรณ์ เงินบาทจึงถูกเลือกให้ทำหน้าที่เป็น สกุลเงินเครือข่ายนำร่อง (Pilot Currency Node) ในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่

               2. เครื่องมือการชำระเงิน หรือ อาวุธเชิงภูมิรัฐศาสตร์? กลไก การชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Settlement: LCS) มักถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจ แต่ในมิติที่ลึกลงไป LCS คือ อาวุธอ่อน (Soft Weapon) ในสงครามเศรษฐกิจโลก

               LCS ช่วยลดบทบาทของระบบ SWIFT และเงินดอลลาร์ เป็นการบั่นทอนอำนาจการใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และเปิดทางให้ประเทศขนาดกลางมี อำนาจอธิปไตยทางการเงิน (Monetary Sovereignty) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม LCS ยังคงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำหรับไทย ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่องของเงินบาทที่ยังมีจำกัด ตลาดการเงินที่ยังไม่มีความลึกเพียงพอ และความเชื่อมั่นที่ท้ายที่สุดแล้วยังต้องอิงกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ดังนั้น LCS จึงเป็น “โอกาส” แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่จะพลิกโฉมเกมนี้ได้อย่างสมบูรณ์

              3. ภาพลวงตาของ “เงินบาทแข็ง” และความเปราะบางของไทย ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือ การมองว่าเงินบาทที่แข็งค่าคือชัยชนะ แท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียง ภาพลวงตาของความแข็งแกร่ง (Illusion of Strength) ที่ย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในประเทศ

               ในระดับมหภาค เงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงและส่วนต่างกำไรหดตัว รวมถึงกระทบภาคการท่องเที่ยวโดยทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้เปรียบ นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยปราศจากฐานเทคโนโลยีขั้นสูงมารองรับค่าเงินที่แข็งขึ้น

               กรณีศึกษาจากภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง สะท้อนให้เห็นถึง ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) อย่างชัดเจน ในระดับบริษัท (Micro Level) ธุรกิจได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในระดับประเทศ (Macro Level) ค่าเงินที่แข็งขึ้นกลับสร้างความไม่สมดุลและบั่นทอนเศรษฐกิจโดยรวม นำมาซึ่งสัจธรรมที่ว่า “สิ่งที่ดีต่อบริษัท อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อประเทศเสมอไป”

               ทำให้ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเสี่ยงที่จะตกอยู่ใน กับดักเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trap) 3 ประการ ได้แก่

                   (1) กับดักค่าเงิน (Currency Trap): เงินบาทแข็ง ภาคการผลิตอ่อนแอ และสูญเสียฐานทางเศรษฐกิจ

                   (2) ภาพลวงตาของการเป็นมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power Illusion): การหลงคิดว่าไทยคือศูนย์กลางการเงินใหม่ ทั้งที่จริงเป็นเพียง “จุดเชื่อมต่อ (Node)” ในระบบที่ผู้อื่นสร้างขึ้น

                   (3) จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง (Structural Weakness): ประเทศยังมี นวัตกรรม (Innovation) และ ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำ รวมถึงขาดแบรนด์ระดับโลก

               4. ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร? (Strategic Framework) เพื่อป้องกันไม่ให้โอกาสแห่งยุคสมัยกลายเป็นวิกฤตที่บ่อนทำลายประเทศ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกแบบบูรณาการใน 5 มิติ ดังนี้
                     4.1 กลยุทธ์ทางการเงิน (Monetary Strategy): ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบริหารค่าเงินบาทภายใต้แนวคิด การยืดหยุ่นภายใต้การจัดการ (Managed Flexibility) ไม่ปล่อยให้แข็งหรืออ่อนค่าจนสุดโต่ง พร้อมทั้งพัฒนาตลาดเงินในประเทศให้มีความลึกและหลากหลายมากขึ้น

                    4.2 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic Restructuring): ต้องเร่งลด การพึ่งพา (Dependence) ภาคการส่งออกสินค้ามูลค่าต่ำ และเร่งสร้างอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้เศรษฐกิจจริงมีพื้นฐานรองรับสถานะของค่าเงิน

                    4.3 การทูตทางการเงิน (Financial Diplomacy): ใช้กลไก LCS เป็นเครื่องมือในการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังกลุ่มอาเซียน (ASEAN) และกลุ่มบริกส์ (BRICS) อย่างมียุทธศาสตร์

                   4.4 การบริหารความเสี่ยง (Risk Management): ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างกลไก การป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ระดับชาติ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

                   4.5 การเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยา (Psychological Preparedness): ภาครัฐต้องสื่อสารเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจถึงความเป็นไปของระบบการเงินโลก เพื่อลดความตื่นตระหนกและป้องกัน พฤติกรรมแห่ตาม (Herd Behavior) ที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์

388629

              [บทสรุป]

              ในสมรภูมิการเงินโลกยุคใหม่ “เงินบาท” ไม่ใช่พระเอกที่จะก้าวขึ้นมาล้มล้างอำนาจดอลลาร์ แต่เงินบาทคือ “ตัวแปร” สำคัญในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเดียวไปสู่หลายระบบ ประเทศไทยกำลังถูกดึงเข้าสู่สนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยโอกาสทางการค้า แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงทางโครงสร้างที่สูงยิ่งกว่า

               สัจธรรมสำคัญที่ประเทศไทยต้องตระหนักก็คือ ในยุคแห่ง การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ประเทศที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ ไม่ใช่ประเทศที่มีค่าเงินแข็งแกร่งที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถรักษาสมดุลระหว่าง “สถานะของค่าเงิน” กับ “รากฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างชาญฉลาดที่สุดต่างหาก

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน