ป้อมปราการทองคำบนซากปรักหักพังของรัฐสวัสดิการ? เดิมพัน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ /โดย ดร.Force

389063

     เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2026 สำนักข่าวชั้นนำอย่าง Reuters และ AP ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญจากทำเนียบขาว เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเสนอร่างงบประมาณกระทรวงกลาโหมสำหรับปีงบประมาณ 2027 ด้วยวงเงินสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการเพิ่มงบประมาณแบบปีต่อปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

               เม็ดเงินมหาศาลนี้มีเป้าหมายเพื่อชดเชยยุทโธปกรณ์ที่สูญเสียไปและรับมือกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในอิหร่านและเวเนซุเอลา โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ “Golden Dome” กองเรือ “Golden Fleet” และฝูงบินรบ F-35 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมากับร่างงบประมาณประวัติศาสตร์นี้ คือข้อเสนอของทรัมป์ที่ต้องการ “ปรับลดงบประมาณหน่วยงานภายในและรัฐสวัสดิการลง 10%” เพื่อนำเงินมาสนับสนุนกองทัพ ท่ามกลางสภาวะที่สหรัฐฯ กำลังแบกรับหนี้สาธารณะทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์

               จากข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ทำเนียบขาวนำเสนอ ตัวเลข 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่มันคือ “ข้อความทางนัยยะ” ที่ดังและชัดเจนที่สุดว่า สหรัฐอเมริกากำลังจะนิยามคำว่า “ความมั่นคง” อย่างไรในทศวรรษนี้ และใครคือผู้ที่ต้องจ่ายราคาสำหรับความมั่นคงนั้น

               [วาทกรรมความมั่นคง หรือ หลุมพรางของสงครามที่ไม่มีวันจบ?] ข้ออ้างในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้าง “กองทัพในฝัน” (Dream Military) ถูกผูกโยงเข้ากับภัยคุกคามภายนอกอย่างอิหร่านและเวเนซุเอลา แน่นอนว่าการสูญเสียยุทโธปกรณ์จำเป็นต้องมีการทดแทน แต่การผลักดันโปรเจกต์ระดับอภิมหาโปรเจกต์อย่าง “Golden Dome” หรือ “Golden Fleet” สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการสร้าง “ความมั่นคงแบบเบ็ดเสร็จ” (Absolute Security) ซึ่งในความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งนี้เป็นเพียงภาพลวงตา การทุ่มเงินเพื่อสะสมอาวุธ มักนำไปสู่การแข่งขันกันทางอาวุธ (Arms Race) ที่ทำให้โลกตึงเครียดขึ้น ไม่ใช่ปลอดภัยขึ้น

               [“ปืนใหญ่” แลก “ปากท้อง”: ราคาที่คนรากหญ้าต้องจ่าย] จุดที่น่าวิพากษ์ที่สุดในร่างงบประมาณฉบับนี้ ไม่ใช่การขู่ฟ่อใส่บริษัทค้าอาวุธอย่าง Raytheon หรือ Lockheed Martin แต่คือ “ต้นทุนเสียโอกาส” (Opportunity Cost) ที่พลเมืองอเมริกันต้องแบกรับ การหั่นงบประมาณสวัสดิการลง 10% พร้อมกับวาทกรรมที่ว่า “เรากำลังทำสงคราม เราคงดูแลเรื่องเนิร์สเซอรี่หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลทุกอย่างไม่ได้” เป็นการตอกย้ำแนวทางที่มองข้ามความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) อย่างสิ้นเชิง

               คำถามที่รัฐบาลวอชิงตันต้องตอบให้ได้ คือ ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจะมีประโยชน์อะไร หากประชาชนที่อยู่หลังกำแพงนั้นกำลังเผชิญกับความยากจนและไร้สวัสดิการ? การที่นักวิจารณ์ขนานนามงบก้อนนี้ว่า “Bloody New Deal” จึงสะท้อนภาพความจริงที่โหดร้าย ว่านี่คือการขูดรีดเอาจากคุณภาพชีวิตของคนชนชั้นกลางและคนชั้นล่าง เพื่อไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรสงคราม

               [ระเบิดเวลาเศรษฐกิจบนกองหนี้ 39 ล้านล้าน] ในมิติทางเศรษฐกิจ การเหยียบคันเร่งทางทหารในขณะที่ประเทศมีหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ คือการเดินไต่ลวดบนปากเหว ทรัมป์อาจใช้เงินเป็นเครื่องมือข่มขวัญศัตรู แต่ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของสหรัฐฯ ในเวลานี้อาจไม่ใช่ขีปนาวุธจากต่างชาติ ทว่าคือ “วิกฤตความเชื่อมั่นทางการคลัง” การทุ่มเทเม็ดเงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ (Non-productive assets) รังแต่จะเร่งให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและบ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

               [บทสรุป]

               ร่างงบประมาณกลาโหมฉบับนี้เป็นมากกว่าแผนการจัดซื้ออาวุธ แต่มันคือ “การเดิมพันโครงสร้างประเทศ” โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังวาดฝันถึงกองทัพที่ไร้เทียมทานเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ แต่ประวัติศาสตร์โลกได้สอนเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่า อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ล่มสลายเพราะกำแพงเมืองไม่แข็งแกร่งพอ แต่มักพังทลายจากความเปราะบางและรอยร้าวจากภายในสังคมของตนเอง

               ลูกผูกพันธะนี้ถูกโยนไปที่สภาคองเกรสแล้ว โลกและคนอเมริกันกำลังจับตาดูว่า สหรัฐฯ จะเลือกสวมชุดเกราะทองคำที่แลกมาด้วยความอดอยากของพลเมืองตนเองหรือไม่

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน