สหรัฐฯ-จีน บนปากเหว “กับดักธูซิดิดีส” และบทเรียนมหาอำนาจจากประวัติศาสตร์โลก /โดย: Dr.Force

481081

              การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ไม่ใช่เพียงการหารือทางการทูตทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่าง “มหาอำนาจเดิม” และ “มหาอำนาจใหม่” วาทกรรมที่น่าจับตามองที่สุดในการหารือครั้งนี้คือคำเตือนของ สี จิ้นผิง ที่ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย และทั้งสองชาติต้องระวังไม่ให้เดินตกลงไปใน “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap)

               ปฏิกิริยาตอบกลับของ โดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนสไตล์การเมืองแบบอเมริกันชนอย่างชัดเจน เขาเลือกที่จะเบี่ยงประเด็นความเสื่อมถอยไปเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล โจ ไบเดน (เช่น นโยบายพรมแดน ความหลากหลาย และภาษี) พร้อมชูความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการทหารในยุคของตน การตอบโต้เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ผู้นำจีนกำลังมองเกมยาวระดับโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลก ผู้นำสหรัฐฯ กลับให้น้ำหนักกับการสื่อสารเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก

            【ถอดรหัส “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap)】 คำว่า กับดักธูซิดิดีส ถูกบัญญัติขึ้นโดย ดร. เกรแฮม อัลลิสัน (Graham Allison) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยหยิบยกมาจากบันทึกของ “ธูซิดิดีส” นักประวัติศาสตร์และนายพลชาวเอเธนส์ในยุคกรีกโบราณ (ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล)

               ธูซิดิดีสได้วิเคราะห์สาเหตุของ สงครามเพโลปอนเนเซียน ระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตา ไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเติบโตของอำนาจเอเธนส์ (มหาอำนาจใหม่) และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา (มหาอำนาจเดิม)” แก่นแท้ของทฤษฎีนี้คือ เมื่อมีชาติหนึ่งกำลังผงาดขึ้นมาท้าทายชาติที่เป็นเจ้าถิ่นเดิม ความหวาดระแวง ความตึงเครียด และความพยายามที่จะปกป้องสถานะของตน มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในที่สุด

             【เปิดสถิติโลก: 16 ครั้งของกับดักธูซิดิดีส จบลงด้วยเลือดถึง 12 ครั้ง】 เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไม สี จิ้นผิง ถึงต้องหยิบยกคำนี้มาเตือน ดร. เกรแฮม อัลลิสัน ได้ทำการศึกษาความขัดแย้งของมหาอำนาจในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา พบว่าเหตุการณ์ที่เข้าข่ายกับดักนี้เกิดขึ้นทั้งหมด 16 ครั้ง ซึ่งบทสรุปของประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การก้าวข้ามกับดักนี้เป็นเรื่องยากยิ่ง โดยสามารถแบ่งผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์ออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

               กลุ่มที่ 1: รอดพ้นจากสงคราม (4 ครั้ง) การรอดพ้นจากสงครามมักเกิดจากการที่มหาอำนาจเดิมยอมหลีกทาง หรือเกิดดุลยภาพความกลัวจากอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายเลือกสันติภาพหรือการแข่งขันที่ไม่ใช้กำลังทหารโดยตรง
                   (1) ปลายศตวรรษที่ 15: โปรตุเกส (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย สเปน (มหาอำนาจใหม่)
                   (2) ต้นศตวรรษที่ 20: สหราชอาณาจักร (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย สหรัฐอเมริกา (มหาอำนาจใหม่)
                   (3) กลางถึงปลายศตวรรษที่ 20: สหรัฐอเมริกา (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย สหภาพโซเวียต (มหาอำนาจใหม่) ซึ่งจบลงในรูปแบบของสงครามเย็น
                   (4) ปลายศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน: สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย เยอรมนี (มหาอำนาจใหม่)

               กลุ่มที่ 2: ตกลงไปในกับดัก (12 ครั้ง) ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ว่า ความหวาดระแวงมักนำไปสู่สงครามเพื่อจัดระเบียบอำนาจใหม่
                      (1) ต้นศตวรรษที่ 16: ฝรั่งเศส ปะทะ ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค
                      (2) ศตวรรษที่ 16-17: ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ปะทะ จักรวรรดิออตโตมัน
                      (3) ศตวรรษที่ 17: ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ปะทะ สวีเดน
                      (4) กลางถึงปลายศตวรรษที่ 17: สาธารณรัฐดัตช์ ปะทะ อังกฤษ
                      (5) ปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18: ฝรั่งเศส ปะทะ Great Britain
                      (6) กลางศตวรรษที่ 19: สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ปะทะ รัสเซีย (สงครามไครเมีย)
                      (7) กลางศตวรรษที่ 19: ฝรั่งเศส ปะทะ เยอรมนี (สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย)
                      (8) ปลายศตวรรษที่ 19: จีนสมัยราชวงศ์ชิง ปะทะ ญี่ปุ่น (สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1)
                      (9) ต้นศตวรรษที่ 20: รัสเซีย ปะทะ ญี่ปุ่น (สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น)
                      (10) ต้นศตวรรษที่ 20: สหราชอาณาจักร ปะทะ เยอรมนี (นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1)
                      (11) กลางศตวรรษที่ 20: สหภาพโซเวียต, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ปะทะ เยอรมนี (นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2)
                      (12) กลางศตวรรษที่ 20: สหรัฐอเมริกา ปะทะ ญี่ปุ่น (สงครามแปซิฟิก)

            【ปัจจัยชี้ชะตา: สหรัฐฯ-จีน จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่? ในสถานการณ์ปัจจุบัน จีน (มหาอำนาจใหม่) กำลังขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี ในขณะที่สหรัฐฯ (มหาอำนาจเดิม) พยาย&ามสกัดกั้นเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบที่ตนเป็นผู้นำ จุดเปราะบางที่สุดที่อาจเป็นตัวจุดชนวนสงครามคือ “ไต้หวัน”

               1. ความแน่วแน่ของจีน: จีนมีความชัดเจนในการรวมชาติ และประกาศเส้นแดง (Red Line) ว่าจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอก
               2. การเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ: ในช่วงการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ละทิ้งนโยบาย “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Ambiguity) หันมาสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทำให้สภาวะความตึงเครียดพุ่งสูงปรี๊ด เหมือนสปาร์ตาที่รู้สึกว่าเอเธนส์กำลังรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของตน

            【 บทสรุปเชิงวิพากษ์: คำเตือน ไม่ใช่คำทำนาย】

               การที่ สี จิ้นผิง หยิบยก “กับดักธูซิดิดีส” มากล่าวกลางวงเจรจา ไม่ได้แปลว่าจีนต้องการประกาศสงคราม แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ “การส่งสัญญาณเตือนภัย” เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้รัฐบาลวอชิงตันตระหนักว่า หากทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ชุดความคิดแบบการแข่งขันที่ต้องมีผู้ชนะเด็ดขาด (Zero-sum game) โลกก็จะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 12 ครั้งที่อาบไปด้วยเลือด

               สิ่งที่ สี จิ้นผิง กำลังเรียกร้องคือ “รูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ” ซึ่งแม้จะยังไม่มีใครรู้หน้าตาที่แน่ชัด แต่มันคือความพยายามที่จะเบี่ยงพวงมาลัยรถยนต์สองคันที่กำลังพุ่งเข้าชนกัน ให้สามารถวิ่งร่วมทางกันไปได้ แม้ “รูปแบบใหม่” นี้อาจจะไม่สามารถลบความขัดแย้งออกไปได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็อาจช่วยลดโอกาสที่โลกจะต้องเผชิญกับมหาสงครามที่ไม่มีใครปรารถนา

ที่มา: น.อ.ดร.จิะวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน