
การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ไม่ใช่เพียงการหารือทางการทูตทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่าง “มหาอำนาจเดิม” และ “มหาอำนาจใหม่” วาทกรรมที่น่าจับตามองที่สุดในการหารือครั้งนี้คือคำเตือนของ สี จิ้นผิง ที่ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย และทั้งสองชาติต้องระวังไม่ให้เดินตกลงไปใน “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap)
ปฏิกิริยาตอบกลับของ โดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนสไตล์การเมืองแบบอเมริกันชนอย่างชัดเจน เขาเลือกที่จะเบี่ยงประเด็นความเสื่อมถอยไปเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล โจ ไบเดน (เช่น นโยบายพรมแดน ความหลากหลาย และภาษี) พร้อมชูความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการทหารในยุคของตน การตอบโต้เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ผู้นำจีนกำลังมองเกมยาวระดับโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลก ผู้นำสหรัฐฯ กลับให้น้ำหนักกับการสื่อสารเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก
【ถอดรหัส “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap)】 คำว่า กับดักธูซิดิดีส ถูกบัญญัติขึ้นโดย ดร. เกรแฮม อัลลิสัน (Graham Allison) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยหยิบยกมาจากบันทึกของ “ธูซิดิดีส” นักประวัติศาสตร์และนายพลชาวเอเธนส์ในยุคกรีกโบราณ (ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล)
ธูซิดิดีสได้วิเคราะห์สาเหตุของ สงครามเพโลปอนเนเซียน ระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตา ไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเติบโตของอำนาจเอเธนส์ (มหาอำนาจใหม่) และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา (มหาอำนาจเดิม)” แก่นแท้ของทฤษฎีนี้คือ เมื่อมีชาติหนึ่งกำลังผงาดขึ้นมาท้าทายชาติที่เป็นเจ้าถิ่นเดิม ความหวาดระแวง ความตึงเครียด และความพยายามที่จะปกป้องสถานะของตน มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในที่สุด
【เปิดสถิติโลก: 16 ครั้งของกับดักธูซิดิดีส จบลงด้วยเลือดถึง 12 ครั้ง】 เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไม สี จิ้นผิง ถึงต้องหยิบยกคำนี้มาเตือน ดร. เกรแฮม อัลลิสัน ได้ทำการศึกษาความขัดแย้งของมหาอำนาจในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา พบว่าเหตุการณ์ที่เข้าข่ายกับดักนี้เกิดขึ้นทั้งหมด 16 ครั้ง ซึ่งบทสรุปของประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การก้าวข้ามกับดักนี้เป็นเรื่องยากยิ่ง โดยสามารถแบ่งผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์ออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1: รอดพ้นจากสงคราม (4 ครั้ง) การรอดพ้นจากสงครามมักเกิดจากการที่มหาอำนาจเดิมยอมหลีกทาง หรือเกิดดุลยภาพความกลัวจากอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายเลือกสันติภาพหรือการแข่งขันที่ไม่ใช้กำลังทหารโดยตรง
(1) ปลายศตวรรษที่ 15: โปรตุเกส (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย สเปน (มหาอำนาจใหม่)
(2) ต้นศตวรรษที่ 20: สหราชอาณาจักร (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย สหรัฐอเมริกา (มหาอำนาจใหม่)
(3) กลางถึงปลายศตวรรษที่ 20: สหรัฐอเมริกา (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย สหภาพโซเวียต (มหาอำนาจใหม่) ซึ่งจบลงในรูปแบบของสงครามเย็น
(4) ปลายศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน: สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส (มหาอำนาจเดิม) ถูกท้าทายโดย เยอรมนี (มหาอำนาจใหม่)
กลุ่มที่ 2: ตกลงไปในกับดัก (12 ครั้ง) ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ว่า ความหวาดระแวงมักนำไปสู่สงครามเพื่อจัดระเบียบอำนาจใหม่
(1) ต้นศตวรรษที่ 16: ฝรั่งเศส ปะทะ ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค
(2) ศตวรรษที่ 16-17: ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ปะทะ จักรวรรดิออตโตมัน
(3) ศตวรรษที่ 17: ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ปะทะ สวีเดน
(4) กลางถึงปลายศตวรรษที่ 17: สาธารณรัฐดัตช์ ปะทะ อังกฤษ
(5) ปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18: ฝรั่งเศส ปะทะ Great Britain
(6) กลางศตวรรษที่ 19: สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ปะทะ รัสเซีย (สงครามไครเมีย)
(7) กลางศตวรรษที่ 19: ฝรั่งเศส ปะทะ เยอรมนี (สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย)
(8) ปลายศตวรรษที่ 19: จีนสมัยราชวงศ์ชิง ปะทะ ญี่ปุ่น (สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1)
(9) ต้นศตวรรษที่ 20: รัสเซีย ปะทะ ญี่ปุ่น (สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น)
(10) ต้นศตวรรษที่ 20: สหราชอาณาจักร ปะทะ เยอรมนี (นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1)
(11) กลางศตวรรษที่ 20: สหภาพโซเวียต, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ปะทะ เยอรมนี (นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2)
(12) กลางศตวรรษที่ 20: สหรัฐอเมริกา ปะทะ ญี่ปุ่น (สงครามแปซิฟิก)
【ปัจจัยชี้ชะตา: สหรัฐฯ-จีน จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่? ในสถานการณ์ปัจจุบัน จีน (มหาอำนาจใหม่) กำลังขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี ในขณะที่สหรัฐฯ (มหาอำนาจเดิม) พยาย&ามสกัดกั้นเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบที่ตนเป็นผู้นำ จุดเปราะบางที่สุดที่อาจเป็นตัวจุดชนวนสงครามคือ “ไต้หวัน”
1. ความแน่วแน่ของจีน: จีนมีความชัดเจนในการรวมชาติ และประกาศเส้นแดง (Red Line) ว่าจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอก
2. การเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ: ในช่วงการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ละทิ้งนโยบาย “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Ambiguity) หันมาสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทำให้สภาวะความตึงเครียดพุ่งสูงปรี๊ด เหมือนสปาร์ตาที่รู้สึกว่าเอเธนส์กำลังรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของตน
【 บทสรุปเชิงวิพากษ์: คำเตือน ไม่ใช่คำทำนาย】
การที่ สี จิ้นผิง หยิบยก “กับดักธูซิดิดีส” มากล่าวกลางวงเจรจา ไม่ได้แปลว่าจีนต้องการประกาศสงคราม แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ “การส่งสัญญาณเตือนภัย” เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้รัฐบาลวอชิงตันตระหนักว่า หากทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ชุดความคิดแบบการแข่งขันที่ต้องมีผู้ชนะเด็ดขาด (Zero-sum game) โลกก็จะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 12 ครั้งที่อาบไปด้วยเลือด
สิ่งที่ สี จิ้นผิง กำลังเรียกร้องคือ “รูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ” ซึ่งแม้จะยังไม่มีใครรู้หน้าตาที่แน่ชัด แต่มันคือความพยายามที่จะเบี่ยงพวงมาลัยรถยนต์สองคันที่กำลังพุ่งเข้าชนกัน ให้สามารถวิ่งร่วมทางกันไปได้ แม้ “รูปแบบใหม่” นี้อาจจะไม่สามารถลบความขัดแย้งออกไปได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็อาจช่วยลดโอกาสที่โลกจะต้องเผชิญกับมหาสงครามที่ไม่มีใครปรารถนา
ที่มา: น.อ.ดร.จิะวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 ราย ปมเอื้อขบวนการลักไฟฟ้าทำเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่ธัญบุรี
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ” จุดพลุโมเดล ”เมืองมหานคร“ อัพเกรดศักยภาพจังหวัดปริมณฑลชู “นครปฐม” ต้นแบบ วาง 8 ยุทธศาสตร์เมืองแห่งอนาคต ตั้งเป้าดัน GPP ทะยานสู่ 5.1 แสนล้านบาท ติด Top 5 ประเทศ
อุทยานฯ ทองผาภูมิ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้บุกรุกขุดหาแร่ทองคำใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เป็นสมาชิกกองกำลัง KNU หรือ KNLA จำนวน 5 คน
ศาลปกครองสูงสุด ชี้กระบวนการตั้ง พนง.สอบสวนเชี่ยวชาญ ปี 57 มิชอบ
DSI บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ในพื้นที่ จ.เชียงราย
ทรัพย์สิน “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” พ้น สส. สะสมพระเครื่องเลี่ยมทอง-นาฬิกา รวม 60 ล้านบาท
วิกฤตศรัทธาอินโดนีเซีย 2026 บทเรียนราคาแพงของลัทธิประชานิยม และแรงกระเพื่อมถึงไทย /โดย: ดร.Force