ยุทธศาสตร์ 100 ปี แห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจโลก และก้าวย่างที่ไทยต้องเผชิญ /โดย: Dr.Force

479657

              ปรากฏการณ์การเผชิญหน้าและการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ไม่ใช่เพียงการพบปะทางการทูตตามปกติ แต่คือสมรภูมิเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง “การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจโลก” (Global Power Shift) อย่างรุนแรงที่สุดในศตวรรษที่ 21 ภายใต้รอยยิ้มและการจับมือ มีวาทกรรมที่ซ่อนคมดาบ และการจัดระเบียบหมากกระดานใหม่ที่บีบบังคับให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดในยุคแห่งความไร้ระเบียบนี้

               “Trump makes China great again”: ความย้อนแย้งแห่งยุคสมัย ความพยายามของวอชิงตันในการสกัดกั้นและโดดเดี่ยวปักกิ่งผ่านนโยบาย “America First” กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ผลักดันให้โลกหันเข้าหาจีนมากยิ่งขึ้น ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ที่มักจะโดดเดี่ยวตนเอง ท้าทายกติกาเดิม ขู่ถอนตัวจากความตกลงระหว่างประเทศ และสร้างแรงกดดันแม้กระทั่งกับพันธมิตรดั้งเดิม ได้สร้างสุญญากาศทางอำนาจและความผันผวนอย่างหนัก

               ในทางตรงกันข้าม จีนภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง ได้ฉวยโอกาสนี้ก้าวขึ้นมาสวมบทบาท “ผู้พิทักษ์เสถียรภาพ” (The Stabilizer) อย่างแยบยล ปักกิ่งชูธงสนับสนุนความเป็นพหุภาคี (Multilateralism) และแสดงตนเป็นเสาหลักที่มั่นคง สม่ำเสมอ การที่ผู้นำระดับโลกแห่แหนไปเยือนกรุงปักกิ่งก่อนการประชุมสุดยอดกับสหรัฐฯ จึงไม่ใช่การเลือกข้างอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการใช้ยุทธศาสตร์ประกันความเสี่ยง (Geopolitical Hedging) จีนกำลังใช้เครือข่ายพันธมิตรเหล่านี้เป็นอำนาจต่อรองเพื่อส่งสัญญาณถึงทำเนียบขาวว่า จีนไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง จีนยังคงมีความเปราะบางภายในจากวิกฤตเศรษฐกิจ การทูตของจีนในระยะหลังจึงเน้นหนักที่ “สัญลักษณ์ทางยุทธศาสตร์” มากกว่าการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลแบบให้เปล่า

             【ถอดรหัส 100 ปี และ กับดักธูซิดิดีส (Thucydides Trap)】 การพบกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เต็มไปด้วยการสื่อสารที่แฝงนัยยะข่มขู่และยื่นข้อเสนอแกมบังคับ โดยเฉพาะ 3 รหัสลับที่โลกต้องจับตา

               ประการแรก คือวาทกรรม “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี” ซึ่งเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ยุคทองของโลกตะวันตกกำลังสิ้นสุดลง สัดส่วน GDP โลกของสหรัฐฯ ที่เคยสูงถึง 30% ในปี 2000 ลดลงเหลือประมาณ 24-25% ในขณะที่จีนพุ่งทะยานจาก 3% เป็นเกือบ 19%

               ประการที่สอง คือการประเมินว่าความเปลี่ยนแปลงนี้กำลัง “เร่งตัวขึ้น” (Accelerating) จากนโยบายที่ทำลายโครงสร้างพันธมิตรของสหรัฐฯ เอง

               ประการที่สามที่ทรงพลังที่สุด คือการหยิบยก “กับดักธูซิดิดีส” มากล่าวเตือนสติว่า ประวัติศาสตร์การผงาดขึ้นของมหาอำนาจใหม่มักจบลงด้วยสงคราม เว้นแต่สหรัฐฯ จะยอมรับการเติบโตและเปิดพื้นที่ให้จีนอย่างสันติ

             【#ไทยกำลังเดินหมากถูกทางแล้วหรือยัง?】 เมื่อพิจารณาจากเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุเดือดนี้ ประเมินได้ว่าไทยกำลังมีวิสัยทัศน์ที่พยายามปรับตัว แต่ยังขาดการปฏิบัติที่แข็งกร้าวพอในหลายมิติ

               ในด้าน การกระจายความเสี่ยงหลายขั้ว (Multi-Polar Hedging) ไทยพยายามรักษาสมดุลด้วยการยื่นความจำนงขอเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ไปพร้อมๆ กับการขอเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากนโยบายไผ่ลู่ลม แต่ความเสี่ยงคือความไร้น้ำหนักในสายตามหาอำนาจ ไทยยังไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองที่ทำให้ตัวเองกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัยที่ขาดไม่ได้” (The Indispensable Safe Haven) ได้อย่างแท้จริง

               ในด้าน การเป็นกันชนเชิงยุทธวิธี (Tactical Buffer) นี่คือจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุด การดึงดูดการลงทุนจากจีนเพื่อเป็นฐานการผลิตหลบเลี่ยงกำแพงภาษีสหรัฐฯ โดยไม่มีมาตรการบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มงวด หรือการปล่อยให้สินค้าสวมสิทธิ์ทะลักเข้ามา กำลังทำลายสายพานการผลิตภายในประเทศ หากสหรัฐฯ ตรวจสอบพบ ไทยอาจถูกหางเลขกำแพงภาษีไปด้วย การวางตัวเป็น Tactical Buffer จึงกลายเป็นหอกข้างแคร่หากไม่มีมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยที่แข็งแรงพอ

               และในด้าน ไพ่ตายทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ แนวคิดนี้ถูกต้องในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเป็นทางออกของ Malacca Dilemma แต่เพื่อไม่ให้โครงการนี้กลายเป็นจุดเปราะบางที่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง ไทยจำเป็นต้องวางโครงสร้างความมั่นคงทางทะเลให้รัดกุม การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับพหุภาคีจะต้องดำเนินไปพร้อมกับการวางจุดศูนย์ถ่วงทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง โดยรักษาสถานะของฐานทัพเรือพังงาให้เป็นหลักประกันทางฝั่งอันดามัน และฐานทัพเรือสงขลาทางฝั่งอ่าวไทย เพื่อให้แลนด์บริดจ์เป็นระเบียงเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมทิศทางของไทยอย่างสมบูรณ์

               การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ 100 ปีครั้งนี้ บีบให้ไทยไม่สามารถเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ได้อีกต่อไป สิ่งที่ไทยกำลังขาดอย่างรุนแรงในเกมอำนาจปัจจุบันคือ “เกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ” และ “การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเทคโนโลยี” ผู้ที่รอดชีวิตในสมรภูมินี้ไม่ใช่คนที่โอนอ่อนผ่อนตามที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถผสานผลประโยชน์ของมหาอำนาจเข้ากับความมั่นคงของตนเองได้อย่างชาญฉลาดและมีจุดยืนที่หนักแน่นพอ

             【บทสรุป: ก้าวข้าม “ไผ่ลู่ลม” สู่การเป็น “หมุดหมายที่โลกขาดไม่ได้”】

               ท้ายที่สุดแล้ว การขับเคี่ยวระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อแย่งชิงความมั่นคงทางทหารหรือพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังหยั่งรากลึกลงไปถึงสมรภูมิทางเศรษฐกิจมหภาค ทิศทางการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) การขยายอิทธิพลและยุทธศาสตร์ทางการเงินของกลุ่ม BRICS ไปจนถึงการสั่นคลอนของระบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ วาทกรรม “การเปลี่ยนแปลงในรอบ 100 ปี” ของ สี จิ้นผิง จึงเป็นภาพสะท้อนของคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังซัดสาดเข้าใส่กติกาและระเบียบโลกเดิมในทุกมิติ

               สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจนี้ นโยบายต่างประเทศแบบยืดหยุ่นประนีประนอมอาจยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความยืดหยุ่นนั้นจะต้องตั้งอยู่บน “แกนกลางที่แข็งแกร่ง” รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นเอกภาพ เปลี่ยนกรอบความคิดจากการตั้งรับ (Defensive) เป็นการรุกเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Offensive) ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องสายพานการผลิตและผู้ประกอบการภายในประเทศอย่างเด็ดขาด การตั้งเงื่อนไขเพื่อดึงดูดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง หรือการพัฒนาจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลให้เป็นเอกราชและปราศจากการครอบงำ

               เราไม่อาจเป็นเพียง “ประเทศทางผ่าน” เป็นพื้นที่สวมสิทธิ์ หรือเป็นเพียงตัวหมากบนกระดานของมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งได้อีกต่อไป เป้าหมายสูงสุดในเกมนี้คือการสร้างอำนาจต่อรองที่แท้จริง พร้อมกับยกระดับประเทศไทยให้ผงาดขึ้นเป็น “พื้นที่ปลอดภัยและข้อต่อสำคัญทางยุทธศาสตร์” ที่ทั้งพญาอินทรีและมังกรต่างก็ต้องให้ความเกรงใจ และตระหนักดีว่านี่คือพันธมิตรที่โลกขาดไม่ได้ในสมรภูมิแห่งศตวรรษนี้

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน