#ยุทธศาสตร์สองสมุทร : บูรณาการ โครงการแลนด์บริดจ์ และ SEC สู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงทางทะเลแห่งชาติ /โดย: ดร.Force

371255

     ตามที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้เกี่ยวกับ “New S-Curve” ของประเทศไทย โครงการแลนด์บริดจ์ (เชื่อมท่าเรือน้ำลึกระนองและชุมพร) และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางลัดทางโลจิสติกส์ แต่คือการปักหมุดสร้าง “#มหานครแห่งอุตสาหกรรมและนวัตกรรมอนาคต” ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากทั่วโลก พื้นที่นี้ถูกวางโรดแมปให้เป็นพื้นที่คลังเก็บน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์, ศูนย์กลางนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นสูงและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ครบวงจร, ฐานการผลิตพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งอุตสาหกรรม Solar Cell, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รวมไปถึงการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทาง “การท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์” ที่รองรับเรือสำราญสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal)

​              การพลิกโฉมสู่การเป็น “#จุดเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์” (Strategic Chokepoint Alternative) ของโลก ในมิติเศรษฐกิจเช่นนี้ ย่อมมาพร้อมกับความเปราะบางและสิ่งท้าทายด้านความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเมกะโปรเจกต์มูลค่ามหาศาลเหล่านี้ ปราศจาก “#สถาปัตยกรรมความมั่นคงทางทะเล” (Maritime Security Architecture) ที่เข้มแข็งมารองรับ มันอาจเปลี่ยนจากสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ให้กลายเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอได้ทันที

​              ดังนั้น การจะเปลี่ยนแลนด์บริดจ์และ SEC ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและปลอดภัย ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับพื้นที่นี้ให้เป็น “#ระเบียงยุทธศาสตร์ความมั่นคง” (Strategic Security Corridor) โดยมี “กองทัพเรือ” เป็นเสาหลักในการวางรากฐาน “เกราะป้องกันฝั่ง” (Shore-based Defense) และอำนาจการควบคุมทางทะเล ทั้งในฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า ฐานการผลิตและเส้นทางโลจิสติกส์ที่สำคัญนี้จะได้รับการปกป้องอย่างเบ็ดเสร็จ

​              1. ภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล: #ภัยคุกคามและโอกาสของเส้นทางสายใหม่ ​เมื่อโครงการ Landbridge อนุมัติให้จัดสร้างและเปิดดำเนินการ พื้นที่ภาคใต้ของไทยจะกลายเป็นจุดตัดของ Sea Lines of Communication (SLOC) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กระแสการค้า พลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ SEC จะดึงดูดทั้งเม็ดเงินลงทุนและการแผ่อิทธิพลของมหาอำนาจ

​              สิ่งที่จะตามมาคือ #ความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งการแย่งชิงพื้นที่อิทธิพลทางทะเล ภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Warfare) การก่อการร้ายทางทะเล ไปจนถึงการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบท่าเรืออัจฉริยะ (Cyber Maritime Threats)
ดังนั้น กองทัพเรือจึงต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับ สู่การวางกำลังเชิงรุก (Forward Presence) และการสร้างอำนาจป้องปราม (Deterrence Power) ที่จับต้องได้

​              2. ยุทธศาสตร์การยกระดับฐานทัพเรือ: #หัวใจของการควบคุมสถาปัตยกรรมสองมหาสมุทร ​เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ กองทัพเรือจำเป็นต้องต่อยอดและบูรณาการฐานทัพเรือทั้งสองฝั่งมหาสมุทร ให้ทำงานสอดประสานกันเป็นเครือข่ายเดียว (Twin-Ocean Security Grid)

​              ด้านอ่าวไทย: ทัพเรือภาคที่ 2 และฐานทัพเรือสงขลา (The Eastern Shield) ฝั่งอ่าวไทยซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกชุมพร ท่าเรือน้ำลึกสงขลา และนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี/พลังงานในพื้นที่ SEC แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ฐานทัพเรือฝั่งนี้จะทำหน้าที่เป็น “โล่ป้องกันด้านตะวันออก” โดยมุ่งเน้นที่
(1) ​การคุ้มครองพื้นที่เศรษฐกิจทางทะเล (Maritime Economic Security Zones – MESZ): วางกำลังคุ้มกันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แท่นขุดเจาะฯ ท่อส่งน้ำมัน และสถานีรับจ่าย LNG
(2) Logistics & Fleet Support: พัฒนาให้เป็นศูนย์ส่งกำลังบำรุงทางทะเลที่ทันสมัย รองรับการปฏิบัติการของกองเรือยามฝั่งและเรือตรวจการณ์ในการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ

               ​ด้านทะเลอันดามัน: การยกระดับ “ฐานทัพเรือพังงา” สู่ฐานทัพเรือหลัก (The Western Vanguard) ฝั่งทะเลอันดามัน (ทัพเรือภาคที่ 3) ถือเป็น “ด่านหน้า” ที่เปิดออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพลวัตการแข่งขันทางนาวีสูงที่สุด โครงการท่าเรืออัจฉริยะระนองจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่เข้มแข็งคอยคุ้มกัน แผนการต่อยอด ฐานทัพเรือพังงา จึงเป็นหัวใจสำคัญขั้นวิกฤต (Mission Critical) ของยุทธศาสตร์นี้ โดยต้องยกระดับในมิติดังต่อไปนี้
                     (1) Deep-Water Berthing & Capital Ship Support: ขยายขีดความสามารถของท่าเทียบเรือและร่องน้ำให้สามารถรองรับ “เรือรบขนาดใหญ่” (Capital Ships) เช่น เรือฟริเกตสมรรถนะสูง เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ หรือเรือดำน้ำ เพื่อใช้เป็นฐานยิงและจุดกระจายกำลังรบหลัก
                     (2) MRO Naval Hub (ศูนย์ซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ระดับภูมิภาค): สร้างอู่แห้งและศูนย์ซ่อมบำรุงเรือรบที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ฐานทัพเรือพังงาสามารถซ่อมทำและส่งกำลังบำรุงเรือรบขนาดใหญ่ได้เบ็ดเสร็จในตัวเอง ลดการพึ่งพาส่วนกลาง และสามารถยืนระยะปฏิบัติการได้ยาวนานขึ้น
                     (3) ​Forward Operating Base (FOB) แบบอัจฉริยะ: ผนวกเทคโนโลยี Smart Naval Base เข้ากับการบริหารจัดการ วางระบบเครือข่ายตรวจการณ์พ้นระยะสายตา (Over-the-Horizon Radar) ศูนย์ปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์บัญชาการโดรนทางทะเล (Unmanned Surface Vessel & UAV Swarm) เพื่อควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ฝั่งอันดามันแบบเบ็ดเสร็จ

​              3. Joint Maritime Command Center (JMCC) และขีดความสามารถ A2/AD ​การทำงานของฐานทัพเรือทั้งสองฝั่งจะถูกเชื่อมโยงกันด้วย #ศูนย์บัญชาการร่วมทางทะเล (JMCC) เพื่อบูรณาการภาพสถานการณ์ทางทะเล (Maritime Domain Awareness – MDA) แบบ Real-time ข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ชายฝั่ง และเรือรบ จะถูกประมวลผลด้วย AI เพื่อตรวจจับความผิดปกติ
               ​นอกจากนี้ การปกป้อง Landbridge ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบต่อต้านการเข้าถึงและปฏิเสธการครอบครองพื้นที่ (Anti-Access/Area Denial – A2/AD) แบบบูรณาการ 3 มิติ (Sea-Air-Land) โดยมีกำลังทางเรือเป็นแกนกลาง เพื่อสร้างเขตปลอดภัย (Secure Shipping Lane) ให้กับเรือสินค้าของทุกชาติ และรับประกันว่าไทยจะมี “อำนาจควบคุม” เหนือพื้นที่ดังกล่าวในทุกสถานการณ์

371256

              [​#บทสรุป]  ในบทส่งท้ายนี้ ผมขอเน้นย้ำว่าโครงการ Landbridge และ SEC จะไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจระดับโลก หรือดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, พลังงานสะอาด Solar Cell, EV, แบตเตอรี่, พื้นที่คลังเก็บพลังงานสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการท่องเที่ยวเรือสำราญระดับโลกได้เลย หากประเทศไทยขาดเครื่องมือที่ทรงพลังในการรักษาเสถียรภาพ

​              การลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา “ฐานทัพเรือพังงา” ให้เป็นฐานทัพเรือหลักฝั่งอันดามันที่สมบูรณ์แบบ รองรับเรือรบขนาดใหญ่และเทคโนโลยีอัจฉริยะ จึงไม่ใช่เพียงงบประมาณด้านการทหาร แต่คือ “การลงทุนเพื่อสร้างเกราะป้องกันและหลักประกันความมั่นคง (Security Insurance)” ให้กับนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจสำคัญของชาติ

​              เมื่อมิติทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต (SEC), ระบบโลจิสติกส์ระดับโลก (Landbridge) และสถาปัตยกรรมความมั่นคง (กองทัพเรือ) ถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านสถานะจาก “รัฐชายฝั่งที่เป็นทางผ่าน” สู่การเป็น “มหาอำนาจทางทะเลเชิงยุทธศาสตร์” (Maritime Strategic Power) ที่แข็งแกร่ง ทั้งในทางเศรษฐกิจและทางการทหาร สามารถควบคุมจังหวะก้าวและปกป้องผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้อย่างแท้จริง

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน