เมื่อมหาอำนาจกลายเป็นภาระของตนเอง : กองทัพสหรัฐฯ ในกระจกสะท้อนวิกฤตจักรวรรดิ /โดย: ดร.Force

1997478

     ภาพลักษณ์ของ “ทหารอเมริกัน” เคยเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจและบทบาทผู้นำโลกเสรีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เสียงวิพากษ์จากนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์เริ่มดังขึ้นว่า โครงสร้างทางทหารของสหรัฐฯ อาจกำลังกลายเป็นภาระเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงของประเทศเอง

               หนึ่งในเสียงวิจารณ์สำคัญคือ Jeremy Suri ศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ผู้เสนอข้อถกเถียงว่า “กองทัพไม่ได้ทำให้อเมริกาปลอดภัยขึ้นตามสัดส่วนของงบประมาณที่เพิ่มขึ้น หากแต่กำลังสร้างต้นทุนสะสมที่บั่นทอนความแข็งแกร่งภายใน” บทความนี้มิได้ตั้งอยู่บนอารมณ์วิพากษ์เชิงประชานิยม หากแต่พยายามตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญ “ภาวะจักรวรรดิแบกรับต้นทุนเกินตัว” (Imperial Overstretch) หรือไม่

               1. งบประมาณมหาศาลบนภูเขาหนี้สาธารณะ ในปีงบประมาณ 2025 งบกลาโหมของสหรัฐฯ ขยับเข้าใกล้ระดับเกือบ 9 แสนล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่างบประมาณทางทหารของหลายประเทศรวมกัน ในเวลาเดียวกัน หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ทะลุระดับ 36 ล้านล้านดอลลาร์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สหรัฐฯ ใช้เงินมากแค่ไหน” แต่คือ “ใช้เงินนั้นอย่างคุ้มค่าหรือไม่”

                    นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มชี้ให้เห็นว่า การขาดดุลงบประมาณเรื้อรังประกอบกับรายจ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้น อาจจำกัดความสามารถของรัฐในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา วิจัย และสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นฐานรากของพลังอำนาจระยะยาว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความมั่นคงภายนอกที่ทุ่มเทเกินพอดี อาจกัดกร่อนความมั่นคงภายในอย่างช้าๆ

               2. ฐานทัพทั่วโลก: เครื่องมือรักษาอำนาจ หรือมรดกสงครามเย็นที่เกินจำเป็น ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพและจุดวางกำลังในหลายสิบประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลาง ไปจนถึงแอฟริกา

                     ในบริบทสงครามเย็น โครงข่ายดังกล่าวคือกลไก “การยับยั้ง” (Deterrence) ต่อสหภาพโซเวียต แต่ในบริบทโลกหลายขั้ว (Multipolar Order) ปัจจุบัน คำถามคือ ฐานทัพทุกแห่งยังมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์เท่าเดิมหรือไม่ กรณีสงครามอิรักและอัฟกานิสถานสะท้อนต้นทุนมหาศาลทั้งด้านงบประมาณและความชอบธรรมทางการเมือง สงครามที่ยืดเยื้อกว่าสองทศวรรษมิได้สร้างเสถียรภาพถาวรในภูมิภาค หากกลับสร้างภาระทางการคลังและบาดแผลทางสังคมภายในประเทศ

                    ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงไม่ใช่แค่ “จำนวนฐานทัพ” แต่คือ “กลไกการตัดสินใจที่นำไปสู่การใช้กำลังต่อเนื่อง”

               3. สงครามยุคใหม่กับความไม่สมดุลด้านต้นทุน ความท้าทายใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ คือสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งฝ่ายตรงข้ามใช้เทคโนโลยีราคาถูก เช่น โดรนราคาหลักพันดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องใช้ระบบสกัดกั้นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ต่อครั้ง

                     ภาวะดังกล่าวเรียกว่า “ความไม่สมดุลด้านต้นทุน” (Cost Imbalance) ซึ่งบั่นทอนประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ของอำนาจทางทหาร ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น สะพาน ถนน ระบบขนส่งมวลชน กลับเผชิญปัญหาขาดงบประมาณปรับปรุง จึงเกิดคำถามเชิงสาธารณะว่า ความมั่นคงที่แท้จริงควรถูกนิยามอย่างไร — ผ่านจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบิน หรือผ่านคุณภาพชีวิตประชาชน

               4. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและวงจรผลประโยชน์  แนวคิด “กลุ่มอุตสาหกรรมการทหาร–การเมือง” (Military-Industrial Complex) ซึ่งถูกกล่าวถึงตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในปัจจุบัน

                     บริษัทอาวุธรายใหญ่มีบทบาทสำคัญในระบบจัดซื้อจัดจ้าง และมีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายผ่านกลไกการล็อบบี้และการสนับสนุนทางการเมือง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจำเป็นหรือไม่ — เพราะในโลกที่ยังมีภัยคุกคาม ย่อมจำเป็น — แต่คือจะสร้างกลไกกำกับดูแลอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจผลักดันนโยบายต่างประเทศเกินกว่าความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์

               5. บทเรียนประวัติศาสตร์: สหรัฐฯ กำลังตามรอยสหภาพโซเวียตหรือไม่ สหภาพโซเวียต มิได้ล่มสลายจากการถูกบุกโดยตรง หากแต่ล่มจากภาระโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แบกรับการแข่งขันทางทหารระยะยาวไม่ไหว

                      การเปรียบเทียบนี้มิได้หมายความว่าสหรัฐฯ กำลังจะล่มสลายทันที หากแต่เป็นคำเตือนเชิงประวัติศาสตร์ว่า การรักษากองทัพขนาดใหญ่พร้อมภารกิจทั่วโลกต้องอาศัยฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงและสังคมที่ยอมรับต้นทุน หากความเหลื่อมล้ำภายในเพิ่มขึ้น และประชาชนตั้งคำถามกับบทบาท “ตำรวจโลก” มากขึ้น แรงสนับสนุนทางการเมืองต่อการขยายกำลังทหารย่อมลดลง

1997477

              บทสรุป: ความมั่นคงที่แท้จริงคือ “สมดุล” ไม่ใช่ “ขนาด”

              ประเด็นสำคัญของข้อถกเถียงนี้มิใช่ว่า สหรัฐฯ ควรลดบทบาททางทหารจนสูญเสียศักยภาพการยับยั้ง หากแต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้น — อะไรคือ “ระดับที่เหมาะสม” ของกำลังทหารในบริบทศตวรรษที่ 21 ในโลกหลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาเคยอยู่ในสถานะ “มหาอำนาจเดี่ยว” (Unipolar Moment) แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญโลกหลายขั้ว (Multipolar Order) ที่มีทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงจึงมิได้วัดจากจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินหรือฐานทัพในต่างแดนเท่านั้น หากแต่วัดจากศักยภาพเชิงระบบของประเทศโดยรวม

               หากงบประมาณด้านกลาโหมขยายตัวเร็วกว่าการลงทุนด้านการศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐาน พลังอำนาจในระยะยาวย่อมเสี่ยงต่อการถดถอย เพราะฐานเศรษฐกิจคือรากของอำนาจทางทหาร ไม่ใช่ผลลัพธ์ของมัน บทเรียนจากสหภาพโซเวียต เตือนว่า การแข่งขันทางทหารที่ยืดเยื้อโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจ อาจสร้างภาวะ “ความแข็งแกร่งที่เปราะบาง” (Fragile Strength) คือดูแข็งแรงจากภายนอก แต่ภายในกลับสึกกร่อน

              สำหรับสหรัฐฯ ความท้าทายจึงไม่ใช่การรักษาความเป็นมหาอำนาจผ่านการขยายกำลังอย่างไม่สิ้นสุด หากแต่คือการปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับข้อจำกัดทางการคลัง ความต้องการของสังคม และการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีในระยะยาว ในท้ายที่สุด ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บน “สมดุลสามประการ” ได้แก่

              1. สมดุลระหว่างอำนาจภายนอกกับเสถียรภาพภายใน
              2. สมดุลระหว่างงบประมาณทหารกับการลงทุนเพื่ออนาคต
              3. สมดุลระหว่างการยับยั้งภัยคุกคามกับการหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่จำเป็น

               หากดาบเล่มหนึ่งใหญ่เกินไปจนผู้ถืออ่อนแรง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดาบคมไม่พอ แต่อยู่ที่ผู้ถือไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของมันได้อีกต่อไป คำถามสำคัญของทศวรรษหน้า จึงไม่ใช่ว่า “อเมริกาจะแข็งแกร่งแค่ไหน” แต่คือ “อเมริกาจะนิยามความแข็งแกร่งอย่างไร” เพราะในประวัติศาสตร์โลก มหาอำนาจไม่ได้ล่มสลายเพราะศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่ล่มสลายเมื่อโครงสร้างภายในไม่สามารถรองรับภาระของความเป็นมหาอำนาจได้อีกต่อไป และนั่นคือจุดตัดสินที่แท้จริงของพลังอำนาจในศตวรรษที่ 21 ครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน