ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (Wood Economy) อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

S 23519235

              นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII Thailand) นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่องก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัส Wood Economy “ซูเฉียนโมเดล” โดยนำเสนอแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (wood engineering) อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้ (Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศโดยมีเนื้อหาสาระดังนี้

               รายงานปฏิรูปประเทศ ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัส Wood Economy “ซูเฉียนโมเดล” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII Thailand) นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley)  ยกระดับอุตสาหกรรมไม้ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (wood engineering) อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้ (Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) อุตสาหกรรมไม้ไม่ใช่อุตสาหกรรมตะวันตกดิน (Sunset Industry) แต่เป็นอรุณรุ่งของเศรษฐกิจยุคใหม่ (Sunrise Industry)

2131

              นโยบาย Wood Economy จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ความหวัง แต่จะเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ทั่วโลก “อุตสาหกรรมไม้” กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็น Wood Economy บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering)

               กรณีศึกษาจากความสำเร็จของประเทศจีน โดยเฉพาะ “เมืองซูเฉียน” คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมไม้แปรรูปสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน

              1. ถอดรหัสความสำเร็จ “ซูเฉียนโมเดล” (Suqian Model) “เมืองซูเฉียน” (Suqian) ในมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีนในอดีตเคยเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ แต่ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมขึ้นเป็น “เมืองหลวงแห่งแผ่นไม้แปรรูปของจีน” และฮับอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก ด้วยมูลค่าการผลิตทางเศรษฐกิจ (Output Value) สูงถึง 60,000 ล้านหยวนต่อปี (ประมาณ 2.8 – 3 แสนล้านบาท) ภายใต้ 4 กลยุทธ์สำคัญ

                  1) พื้นที่ป่าเศรษฐกิจและการจัดการต้นน้ำ ซูเฉียนบริหารจัดการพื้นที่ปลูกป่าไม้โตเร็ว (เน้นไม้ป็อปลาร์ – Poplar) ร่วมกับชุมชนกว่า 2 ล้านไร่ ทำให้อัตราการคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ (Forest Coverage Rate) สูงกว่า 29% มั่นใจได้ว่ามีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
                  2) คลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Value-Added Cluster) เมืองซูเฉียนเป็นที่ตั้งของวิสาหกิจและโรงงานแปรรูปไม้หลายพันกิจการเป็นโรงงานขนาดใหญ่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมกว่า 400 แห่งมีกำลังการผลิตแผ่นไม้วิศวกรรม (Plywood, MDF, Particle Board) รวมกันกว่า 15 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เปลี่ยนจากไม้ท่อนสู่วัสดุก่อสร้างสีเขียวและเฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะส่งออกทั่วโลก
                  3) ยกระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยวิศวกรรมไม้ขั้นสูง
                        3.1) LVL (Laminated Veneer Lumber) ไม้โครงสร้างที่เกิดจากการนำไม้แผ่นบาง (Veneer) มาเรียงซ้อนกันในแนวขนานแล้วอัดด้วยกาวความร้อนสูง ให้ความแข็งแรงสม่ำเสมอ สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าไม้จริงตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับทำคาน เสา และโครงสร้างหลักของอาคาร
                        3.2) ไม้ I-Beam (Wood I-Joists) คานวิศวกรรมที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัว I โดยใช้ไม้ LVL เป็นปีกบน-ล่างและใช้แผ่นไม้ OSB หรือไม้อัดเป็นแกนกลาง มีน้ำหนักเบาแต่รับแรงดัดได้มากช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างและลดระยะเวลาการก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ
                        3.3) CLT (Cross-Laminated Timber) ไม้โครงสร้างรับแรงที่อัดประสานสลับแนวขวาง เหมาะสำหรับทำผนังและพื้นอาคารสูง
                  4) ระบบห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ การบูรณาการระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วเข้ากับอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำให้สินค้าจากชุมชนและโรงงานกระจายสู่ตลาดโลกได้ทันที เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 300,000 คน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า

8A0A68F1 790E 4F48 AA26 D41D79759ADE AA8F002B FC02 4BAD BA25 8EEB9B44AF3D

              ศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย อุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าปลูกอย่างยั่งยืน โดยมีแหล่งวัตถุดิบหลักในการขับเคลื่อนภาคส่วนนี้มาจากไม้ยางพาราที่หมดอายุการกรีดน้ำยาง ร่วมกับไม้โตเร็วรอบตัดฟันสั้น โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสและกระถินเทพา ซึ่งถูกกระจายไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปและพลังงานในหลายรูปแบบ เมื่อพิจารณาโครงสร้างการใช้ประโยชน์ วัตถุดิบไม้ส่วนใหญ่ถูกป้อนเข้าสู่ อุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ (Wood Composites) เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยปริมาณสูงถึง 12 ถึง 18 ล้านตันต่อปี โดยนำไม้ยางพาราและไม้ยูคาลิปตัสมาแปรรูปเป็นแผ่นไม้ความหนาแน่นปานกลาง (MDF Board) แผ่นชิ้นไม้อัด (Particle Board) และแผ่นใยไม้อัดแข็ง (Hardboard) เพื่อรองรับตลาดส่งออกและอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ (Pulp & Paper) ก็มีความต้องการเนื้อไม้สดจากยูคาลิปตัสสูงถึง 10 ถึง 15 ล้านตันต่อปี เพื่อนำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษพิมพ์เขียน บรรจุภัณฑ์กระดาษ และ Dissolving Pulp ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

925F2F22 0B09 4C8D A3FF 14759A945940

               นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ผลักดันให้ อุตสาหกรรมพลังงานชีวมวล (Biomass & Wood Pellets) กลายมาเป็นผู้ใช้ไม้อีกหนึ่งกลุ่มหลัก ด้วยปริมาณ 10 ถึง 15 ล้านตันต่อปี โดยเน้นการนำเศษไม้เบญจพรรณ ปลายไม้ ปีกไม้ และไม้สับ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและระบบหม้อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับ การส่งออกชิ้นไม้สับ (Wood Chips) ปริมาณ 8 ถึง 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งใช้ไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลักในการส่งไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน

71ACB892 33CD 48ED 80AA AA78552CD3DF

              ส่วนที่เหลือของวัตถุดิบไม้ในประเทศจะถูกจัดสรรเข้าสู่ อุตสาหกรรมแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ และการก่อสร้าง ประมาณ 5 ถึง 8 ล้านตันต่อปี โดยมุ่งเน้นการใช้ไม้ยางพาราแปรรูปทำเครื่องเรือนและโครงสร้าง รวมถึงการใช้ไม้ยูคาลิปตัสท่อนเป็นไม้เสาเข็มและไม้ค้ำยันในงานก่อสร้าง ปิดท้ายด้วย อุตสาหกรรมถ่านและเชื้อเพลิงครัวเรือน ซึ่งใช้วัตถุดิบเศษไม้ทั่วไปและไม้ยางพาราราว 2 ถึง 3 ล้านตันต่อปี สำหรับการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) และเชื้อเพลิงแข็ง โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้ไทยสามารถแบ่งออกเป็น การบริโภคในประเทศ และ มูลค่าการส่งออก ซึ่งสร้างมูลค่ารวมต่อระบบเศรษฐกิจ กว่า 200,000 – 250,000 ล้านบาทต่อปี

152AB19A 9793 468F 8741 A9A4CCE51E4B

              “3 เสาหลัก” ขับเคลื่อนนโยบาย Wood Economy เพื่อเปลี่ยนศักยภาพจากฐานทรัพยากรให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อน 3 แนวทางหลัก ดังนี้
               1. การปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานวิศวกรรมการก่อสร้าง
                     1.1) ปลดล็อคข้อบัญญัติควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง เพื่อรองรับและส่งเสริมการใช้นวัตกรรมไม้แปรรูปวิศวกรรม เช่น Mass Timber (CLT, LVL และ Glulam) ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง
                     1.2) การแก้ไขกฎหมายให้ไม้โตเร็วเศรษฐกิจ ไม้ยางพารา และยูคาลิปตัส สามารถใช้เป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและเป็นธรรม
               2. ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้แปรรูปมูลค่าสูง (Deep Tech)
                     2.1) สนันสนุนสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยมาเป็นแกนหลักในการวิจัย พัฒนา และทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไม้โครงสร้างวิศวกรรม (เช่น การทดสอบแรงบิด แรงกด และการทนไฟของไม้ LVL และ I-Beam) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลรวมทั้งการร่วมมือกับต่างประเทศ
                     2.2) กำหนดมาตรการจูงใจและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ปรับตัวและลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตแผ่นไม้โครงสร้างวิศวกรรมชั้นสูง และวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบดิบ
               3. บูรณาการกลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Ecosystem)
                      3.1) สร้างและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าเศรษฐกิจได้ง่าย
                      3.2) เปิดโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สีเขียวสามารถแปลงมูลค่าการกักเก็บคาร์บอน (เนื่องจากเนื้อไม้ทุกๆ 1 ลูกบาศก์เมตรที่นำมาสร้างตึก จะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยถึง 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (tCO2e)) ให้กลายเป็นรายได้เสริมหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการก่อสร้างของไทยที่ปัจจุบันสูงถึง 25-30%

S 23519246

              3 มิติ Wood Economy ของไทย หากยุทธศาสตร์ Wood Economy นี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ
               1. มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Green Dimension) เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจทดแทนได้มากกว่า 10 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มศักยภาพการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ของไทย
               2. มิติด้านเศรษฐกิจ (Economic Dimension) มูลค่าอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดดและปักหมุดให้ประเทศไทยเป็น “ฮับอุตสาหกรรมและนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างสีเขียวแห่งภูมิภาคอาเซียน”
               3. มิติด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำ (Social Dimension) ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยมากกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน ให้มีรายได้หมุนเวียนที่มั่นคงจากการปลูกไม้เศรษฐกิจและการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินเกษตรกรรมแบบเดิมได้อย่างยั่งยืน

               สะพานแห่งโอกาสความร่วมมือใหม่ การเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนจากประเทศไทยนำโดยอดีตรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.พร้อมด้วยผู้แทนจากภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยได้หารือกับคณะผู้บริหารเมืองซูเฉียนโดยบรรลุความตกลงในการสร้างสะพานความร่วมมือระหว่างเมืองอุตสาหกรรมไม้“ซูเฉียน”ในมณฑลเจียงซูกับฝ่ายไทยเพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ของไทยด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง(wood engineering)อัพเกรดประเทศไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้าง สีเขียวบนฐานเศรษฐกิจไม้ (Wood Economy) บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ

1E77DD32 A84B 465A 9E74 70C78ABAF211

 

ที่มา Alongkorn ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา SocialeyesThailand

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน