เมื่อสงครามไม่จบในเดือนแรก : คณิตศาสตร์ของการยืนระยะ และฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุด /โดย: ดร.Force

1996863

     กระแสข่าวในช่วงเปิดฉากการโจมตีมักสร้างภาพว่า เมื่อมหาอำนาจใช้กำลังทางอากาศและอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง เกมควรจบลงอย่างรวดเร็ว แต่หากพิจารณาโครงสร้างของความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา อย่างรอบด้าน จะพบว่าฉากทัศน์ที่ “ยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินจริง และอาจเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูงกว่าที่สังคมทั่วไปคาดคิด

              ในสงครามยุคใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ “ใครรุนแรงกว่า” แต่คือ “ใครทนแรงเสียดทานได้ยาวนานกว่า” ทั้งในสนามรบ เศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ

               1. เหตุใดการทำให้อิหร่าน “เงียบสนิท” จึงไม่ง่าย ข้อมูลจากสนามรบสมัยใหม่ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีการโจมตีคลังเก็บอาวุธ ฐานยิง หรือศูนย์บัญชาการอย่างต่อเนื่อง แต่การหยุดความสามารถในการยิงตอบโต้ให้หมดสิ้นในเวลาอันสั้นเป็นเรื่องยาก หากโครงสร้างถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ

               ลักษณะสำคัญของระบบที่เน้น “การอยู่รอด” ได้แก่

               – แท่นยิงแบบเคลื่อนที่ ยิงแล้วเปลี่ยนจุดทันที
               – เครือข่ายอุโมงค์และไซโลใต้ดิน
               – การกระจายคลังอาวุธหลายภูมิภาค
               – โครงสร้างบัญชาการสำรองหลายชั้น

               สิ่งเหล่านี้ทำให้แม้ปริมาณการยิงจะลดลงเป็นบางช่วง แต่ไม่ถึงขั้นหยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง หากอิหร่านยังรักษาจังหวะการยิงระดับหนึ่งได้เกิน 30 วัน นั่นจะเปลี่ยนภาพสงครามจาก “ปฏิบัติการโจมตีเชิงคุณภาพ” ไปสู่ “สงครามบั่นทอนกำลัง”

               2. คณิตศาสตร์อันโหดร้ายของระบบป้องกันภัยทางอากาศ อีกด้านหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่เห็น คือภาระของฝ่ายป้องกัน ระบบอย่าง Patriot, THAAD, SM-3, Arrow หรือ David’s Sling ถูกออกแบบให้สกัดภัยคุกคามความเร็วสูง แต่ในทางปฏิบัติ การยิงสกัดหนึ่งเป้าหมายมักต้องใช้มากกว่าหนึ่งตัวสกัดเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

              กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากมีขีปนาวุธหรือโดรนโจมตีเข้ามาหลายร้อยลูก ตัวสกัดอาจต้องใช้หลายร้อยหรือหลักพัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “อัตราการใช้” เทียบกับ “อัตราการผลิตทดแทน” ขีปนาวุธสกัดบางรุ่นใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงปี การใช้ในอัตราสูงต่อเนื่องเกิน 2–4 สัปดาห์ ย่อมสร้างแรงกดดันด้านคลังสำรอง

                 นี่คือเหตุผลที่สงครามลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นการแข่งขันกับเวลา

                   – ฝ่ายหนึ่งต้องเร่งทำลายแท่นยิงให้เร็วที่สุด
                   – อีกฝ่ายต้องยิงต่อเนื่องเพื่อทำให้ระบบป้องกัน “ล้า” ก่อน

               หากยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน คำถามทางยุทธศาสตร์ที่ยากที่สุดจะเริ่มปรากฏ จะปกป้องพื้นที่ใดก่อน? ฐานทัพหรือเมืองใหญ่? โครงสร้างพื้นฐานพลังงานหรือศูนย์ประชากร? ทันทีที่การจัดลำดับความสำคัญเหล่านี้เริ่มเป็นข่าว แรงกดดันทางการเมืองให้ยุติการสู้รบจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

               3. ฉากทัศน์หากยืดเยื้อเกิน 1 เดือน หากอิหร่านสามารถรักษาขีดความสามารถหลักไว้ได้เกินหนึ่งเดือน ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดมี 4 ระดับ

                       ระดับที่ 1: สงครามจำกัดขอบเขต (Most Likely)

                        – การโจมตีและตอบโต้ยังคงอยู่ในกรอบ
                        – ไม่มีการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ เต็มรูปแบบ
                        – ราคาน้ำมันผันผวนแต่ไม่พุ่งควบคุมไม่ได้
                        – มหาอำนาจอื่น เช่น จีน และ รัสเซีย สนับสนุนทางอ้อม

                        ฉากทัศน์นี้มีความเป็นไปได้สูงที่สุด เพราะทุกฝ่ายยังต้องการหลีกเลี่ยงสงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ

                      ระดับที่ 2: แรงกดดันพลังงานและเงินเฟ้อ แม้ไม่มีการปิดฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือเพียงพอจะผลักดันราคาน้ำมันขึ้น หากราคาสูงต่อเนื่องเกิน 4–6 สัปดาห์ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ และยุโรปจะถูกกระตุ้น ในจุดนี้ สงครามเริ่มกระทบผู้บริโภคโดยตรง และต้นทุนทางการเมืองของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มสูง

                      ระดับที่ 3: การยกระดับเชิงคุณภาพ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตนกำลังเสียเปรียบ อาจมีการใช้ศักยภาพที่หนักขึ้น เช่น ขีปนาวุธพิสัยไกลหรือเทคโนโลยีขั้นสูง แต่การ “เปิดไพ่ใบสุดท้าย” มักถูกใช้เพื่อกดดันการเจรจามากกว่าทำลายล้างทันที

                       ระดับที่ 4: จุดเสี่ยงสูงสุด (Less Likely but High Impact) – การปิดฮอร์มุซเต็มรูปแบบ
                              – การโจมตีโครงสร้างพลังงานหลัก
                              – การดึงมหาอำนาจเข้าปะทะโดยตรง

                        ฉากนี้มีโอกาสต่ำกว่า แต่ผลกระทบสูงที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก

               4. มิติการเมืองภายใน: ปัจจัยที่มักตัดสินเกม ในระยะยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน ตัวแปรสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่คลังขีปนาวุธ แต่คือ “ความอดทนของสังคม”

                         – ฝ่ายที่ถูกโจมตีจะรวมตัวกันรอบรัฐบาลในระยะแรก
                         – แต่หากเศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน ความเห็นสาธารณะจะเปลี่ยน
                         – ในประเทศประชาธิปไตย แรงกดดันจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีผลโดยตรงต่อท่าทีรัฐบาล

                         สงครามจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านกำลัง แต่คือการแข่งขันด้านความชอบธรรมและการบริหารความคาดหวัง

               5. บทสรุป: ใครหมดแรงก่อนกัน? หากอิหร่านยืนระยะเกินหนึ่งเดือนโดยไม่สูญเสียโครงสร้างหลัก ความหมายทางยุทธศาสตร์จะชัดเจนทันที—การเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลางไม่สามารถทำได้ด้วยการโจมตีระยะสั้น เกมจะเปลี่ยนจาก “ใครมีเทคโนโลยีกว่า” ไปสู่ “ใครรับแรงกดดันได้ยาวกว่า” สงครามครั้งนี้จึงอาจไม่ตัดสินกันด้วยเสียงระเบิดที่ดังที่สุด แต่ด้วยคณิตศาสตร์ของต้นทุน เวลา และความอดทน คำถามสุดท้ายที่ทุกฝ่ายต้องเผชิญอาจไม่ใช่ “จะชนะอย่างไร” แต่คือ “จะทนได้นานแค่ไหน ก่อนที่แรงกดดันจากภายในจะบีบให้ต้องเปลี่ยนเกม”

 

ที่มา : น อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน