“Trump makes China great again” เมื่อความผันผวนของวอชิงตันผลักโลกสู่อ้อมกอดปักกิ่ง /By Dr.Force

428613

      ภาพพรมแดงในกรุงปักกิ่งที่ทอดยาวต้อนรับผู้นำจากทั่วทุกมุมโลกในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางการทูตโดยบังเอิญของจีน แต่มันคือปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (Backlash) ทางยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีต่อศูนย์กลางอำนาจเดิมอย่างกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเฉพาะก่อนการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม

               ปรากฏการณ์ที่ผู้นำระดับโลกแห่แหนไปเยือนจีน นำมาสู่วลีเชิงประชดประชันทางการเมืองที่ว่า “Trump makes China great again” ซึ่งสะท้อนความย้อนแย้งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะในขณะที่สหรัฐฯ พยายามอย่างหนักในการสกัดกั้นและโดดเดี่ยวจีน นโยบายที่แข็งกร้าวและคาดเดาไม่ได้ของวอชิงตันกลับกลายเป็น “ตัวเร่ง” ให้ประเทศต่างๆ ต้องวิ่งเข้าหาปักกิ่งเสียเอง

               1. ยุทธศาสตร์ “ประกันความเสี่ยง” (Geopolitical Hedging) ในยุคแห่งความไร้ระเบียบ ท่ามกลางนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นย้ำแนวทาง “America First” ซึ่งมักมาพร้อมกับการบีบคั้น กดดัน และวิพากษ์วิจารณ์แม้กระทั่งพันธมิตรที่ใกล้ชิด (เช่น ชาติในยุโรป) โลกได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ และความไร้ระเบียบ ประเทศต่างๆ ตระหนักดีว่าการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงขั้วเดียวในฐานะร่มชูชีพทางความมั่นคงและเศรษฐกิจนั้น มีความเสี่ยงสูงเกินไป การหันหน้าเข้าหาจีนในเวลานี้ จึงไม่ใช่การ “เลือกข้าง” อย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการทำ Geopolitical Hedging หรือการกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จีนถูกใช้เป็น “เครื่องมือถ่วงดุลอำนาจ” (Counterweight) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศเหล่านั้นเมื่อต้องกลับไปเจรจากับสหรัฐฯ ในอนาคต

               2. เมื่อปักกิ่งสวมบท “ผู้พิทักษ์เสถียรภาพ” (The Stabilizer) จุดที่น่าวิพากษ์วิจารณ์คือ ความสำเร็จของจีนในเวทีโลกขณะนี้ ส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากการที่จีนมีข้อเสนอที่ดีกว่าในทุกมิติ แต่เกิดจากการที่จีนรู้จัก “เล่นบทบาทที่ตรงข้ามกับสหรัฐฯ” อย่างชาญฉลาด
                      2.1 สหรัฐฯ (ยุคทรัมป์): โดดเดี่ยวตนเอง, ท้าทายกติกาพหุภาคี, ขู่ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ และสร้างคลื่นความผันผวน
                      2.2 จีน (ยุคสี จิ้นผิง): ชูธงสนับสนุนความเป็นพหุภาคี (Multilateralism), วางตัวเป็นเสาหลักแห่งกฎกติการะหว่างประเทศ และแสดงออกถึงความมั่นคง สม่ำเสมอ สงบนิ่ง

                      ความย้อนแย้งนี้ทำให้จีน ซึ่งระบบการเมืองภายในถูกมองด้วยความระแวงจากชาติตะวันตก กลับกลายเป็น “ทางเลือกที่ดูมีเหตุผลและพึ่งพาได้” ในสายตาของประชาคมโลก ณ ห้วงเวลานี้

               3. การทูตเชิงรุก: การจัดทัพก่อนศึกใหญ่ (Pre-Summit Positioning) การเร่งเครื่องทางการทูตของจีนก่อนการหารือระดับทวิภาคีกับสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม เป็นกลยุทธ์ “การจัดระเบียบภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์” ที่แยบยล จีนไม่ต้องการเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจากับโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะ “ผู้ถูกกระทำ” หรืออยู่ในสภาวะโดดเดี่ยว

               การดึงผู้นำจากสเปน อาบูดาบี เวียดนาม หรือรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ไปจนถึงการส่งสัญญาณผ่านพรรคฝ่ายค้านไต้หวัน และการเดินหมากรักษาสถานะเดิมในคาบสมุทรเกาหลีกับ คิม จองอึน ล้วนเป็นไปเพื่อ สร้างอำนาจต่อรอง (Bargaining Power) จีนกำลังส่งสารไปยังทำเนียบขาวว่า ‘จีนไม่ได้โดดเดี่ยว แต่จีนมีเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมจะสนับสนุน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะทำสงครามการค้าหรือสงครามเทคโนโลยีต่อไป’

               4. การทูตเชิงสัญลักษณ์ บนความเปราะบางภายใน อย่างไรก็ตาม หากสังเคราะห์ลึกลงไปปรากฏการณ์นี้มี “ข้อจำกัด” ที่ต้องจับตามอง แม้การต้อนรับของปักกิ่งจะยิ่งใหญ่อลังการและอบอุ่น แต่ในมิติของความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม จีนยังคงมีท่าทีระมัดระวัง (Cautious) เหตุผลสำคัญคือ จีนเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจภายในประเทศ การรักษาทรัพยากรเพื่อเสถียรภาพภายในจึงเป็นสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ความสำคัญสูงสุด ดังนั้น การทูตในช่วงนี้จึงเป็น “การทูตเชิงสัญลักษณ์และยุทธศาสตร์” มากกว่าการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อใจพันธมิตรอย่างในยุคที่โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เฟื่องฟูสูงสุด ประเทศที่เดินทางไปเยือนจีนเองก็ทราบข้อจำกัดนี้ดี แต่สัญลักษณ์ทางการเมืองก็เพียงพอแล้วที่จะใช้เป็นไพ่ต่อรองกับสหรัฐฯ

               [ บทสรุป ]

               ปรากฏการณ์ผู้นำโลกตบเท้าเข้าปักกิ่ง คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจโลก (Global Power Shift) ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง นโยบายที่มุ่งหวังจะกดดันจีนของทรัมป์ กลับสร้างผลลัพธ์ในมุมกลับ (Unintended Consequences) ด้วยการบีบคั้นให้รัฐต่างๆ บนโลกต้องหาเกราะกำบัง และเกราะนั้นคือจีน
ท้ายที่สุดแล้ว “Trump makes China great again” อาจไม่ใช่แค่คำเสียดสีทางการเมือง แต่มันคือความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อความไม่แน่นอนของชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่ง กำลังบีบบังคับให้โลกต้องยอมรับการก้าวขึ้นมาของมหาอำนาจอันดับสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้จีนสามารถเดินเข้าสู่การเจรจาในเดือนพฤษภาคมด้วยหลังพิงที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน