วิกฤตศรัทธาอินโดนีเซีย 2026 บทเรียนราคาแพงของลัทธิประชานิยม และแรงกระเพื่อมถึงไทย /โดย: ดร.Force

526237

              เข้าสู่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026 ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ “อินโดนีเซีย” พี่ใหญ่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์เทขายสินทรัพย์ทุกรูปแบบ หรือ “Sell Indonesia” ได้ผลักให้ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลงแตะระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นจาการ์ตา (JCI) ทรุดตัวลงถึง 37% ภายในเวลาเพียง 5 เดือน

               วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์หรือการโจมตีค่าเงินแบบเบ็ดเสร็จดังเช่นในอดีต แต่เป็น “วิกฤตศรัทธา” ที่ตลาดทุนระดับโลกส่งสัญญาณเตือนอย่างเกรี้ยวกราดต่อนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นประชานิยมสุดโต่ง จนละทิ้งวินัยการคลัง นี่คือกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ต้องถอดบทเรียนและประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

             【เจาะลึกชนวนเหตุ: รอยร้าวของความเชื่อมั่นและกับดักประชานิยม】ความพังทลายของเสถียรภาพทางการเงินอินโดนีเซียในครั้งนี้ เกิดจากการบรรจบกันของปัจจัยเสี่ยงภายในและภายนอก ซึ่งสามารถวิเคราะห์เชิงลึกได้ดังนี้

              1. การสูญเสียจุดยึดเหนี่ยวทางการคลัง: การก้าวลงจากตำแหน่งของ ศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนการถอดสมอเรือท่ามกลางพายุ เธอคือสัญลักษณ์ของความโปร่งใสและวินัยการคลังที่นักลงทุนสากลไว้วางใจ เมื่อขาดผู้ค้ำประกันนโยบายที่เข้มแข็ง ความกังวลของตลาดจึงพุ่งทะยานขึ้นทันที

               2. ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของนโยบายประชานิยม: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต การตั้งเป้าหมาย GDP ที่ 8% และการผลักดันโครงการมหาศาล เช่น อาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ หรือการอัดฉีดเงินเข้ากองทุน Danantara ล้วนใช้เม็ดเงินมหาศาล การพยายามเข้าแทรกแซงกลไกตลาดและควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่กลุ่มทุนนิยมเสรี ว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้ากู้ยืมเพื่อสร้างคะแนนนิยม มากกว่าการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

               3. แรงกดดันจากมหภาคโลกและ MSCI: การเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิในภาวะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่งสูง ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของอินโดนีเซียเปราะบาง ซ้ำร้ายคำขู่ของ MSCI ที่เตรียมลดชั้นอินโดนีเซียสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ที่ทำให้กองทุนต่างชาติกว่า 4,800 ล้านดอลลาร์ ถอนตัวออกจากตลาดพันธบัตรอย่างไร้เยื่อใย

            【ถอดรหัสประวัติศาสตร์: 2026 จะซ้ำรอยต้มยำกุ้ง 1997 หรือไม่?】 ความตื่นตระหนกของนักลงทุนมักนำไปสู่การเปรียบเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าเมื่อนำบริบทของทั้งสองเหตุการณ์มากางวิเคราะห์ร่วมกัน จะพบว่าโครงสร้างและรากฐานของปัญหาในปัจจุบันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ

              1) ประการแรก คือกลไกของระบบอัตราแลกเปลี่ยน ย้อนกลับไปในปี 1997 ชาติอาเซียนรวมถึงไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ซึ่งผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ เมื่อถูกโจมตี รัฐบาลต้องนำทุนสำรองไปสู้เพื่อปกป้องค่าเงินจนหมดหน้าตัก นำไปสู่การลอยตัวและการอ่อนค่าอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ในบริบทของปี 2026 อินโดนีเซียใช้ระบบลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) การที่ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งลงแตะ 18,000 ต่อดอลลาร์ แม้จะรุนแรง แต่ก็เป็นการปล่อยให้กลไกตลาดและอุปสงค์อุปทานทำหน้าที่ซับแรงกระแทก แทนที่จะฝืนธรรมชาติจนสายป่านขาด

               2) ประการที่สอง คือต้นตอของภาระหนี้สิน วิกฤตต้มยำกุ้งมีจุดเริ่มต้นจากความประมาทของภาคเอกชน ที่แห่กู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์ระยะสั้นมาเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างไร้การควบคุม จนเกิดฟองสบู่ขนาดใหญ่ ในขณะที่วิกฤตรอบนี้ของจาการ์ตาเกิดจากนโยบายระดับมหภาคของภาครัฐโดยตรง เป็นความกังวลต่อนโยบายประชานิยมที่อาจบ่อนทำลายวินัยการคลัง รวมถึงการที่ธนาคารกลางถือครองพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วนที่สูงผิดปกติสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่

               3) ประการที่สาม คือความแข็งแกร่งของทุนสำรองและหน้าตักทางเศรษฐกิจ ในอดีตทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายชาติในอาเซียนร่อยหรอจนเข้าสู่สภาวะล้มละลาย ต้องพึ่งพาเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทว่าในปัจจุบัน อินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านต่างสั่งสมทุนสำรองที่แข็งแกร่ง ระบบสถาบันการเงินมีสัดส่วนเงินกองทุนที่หนาแน่น จึงมี “กันชน” ที่สามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าเมื่อสามทศวรรษก่อนมาก

               4) ประการที่สี่ คือลักษณะของการลุกลาม (Contagion Effect) วิกฤตปี 1997 ลุกลามเป็นโดมิโน่ทางการเงินโดยตรงที่พัดพาระบบธนาคารล้มครืนไปทั้งภูมิภาค แต่วิกฤตในปี 2026 นี้ ประเมินได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ธนาคารล้มเป็นหน้ากระดาน หากแต่จะเป็นการลุกลามผ่าน “ความเชื่อมั่น” และกระแสเงินทุนไหลออกทางอ้อม (Indirect Sentiment Contagion) มากกว่า

            【ขยายผลกระทบ: แรงกระเพื่อมถึงไทยและภูมิภาคอาเซียน】 แม้โครงสร้างการเงินของอาเซียนจะแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันวิกฤตล้มละลายแบบโดมิโน่ แต่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะไม่สามารถหลีกเลี่ยง “ผลกระทบทางอ้อม” ที่รุนแรงและซับซ้อนใน 4 มิติหลัก ดังนี้

               [1] วิกฤตความเชื่อมั่นแบบเหมารวม (Sentiment Contagion): นักลงทุนต่างชาติมักมองภูมิภาคอาเซียนเป็นตะกร้าการลงทุนเดียวกัน (Asset Class) เมื่อตลาดใหญ่สุดอย่างอินโดนีเซียถูกกดดันอย่างหนัก กระแส Risk-off จะกระตุ้นให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในไทยและมาเลเซียตามไปด้วย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยอาจเผชิญภาวะเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) ต่อเนื่อง และกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง

               [2] สงครามราคาและอุปสรรคภาคการส่งออก: การดิ่งลงของรูเปียห์ทำให้สินค้าส่งออกของอินโดนีเซียมีราคาถูกลงอย่างมหาศาลในสายตาชาวโลก สินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรของไทย จะต้องเผชิญกับคู่แข่งที่ได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหนัก บีบให้ผู้ส่งออกไทยต้องลดอัตรากำไร เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด

               [3] แรงกดดันต่อนโยบายการเงินของ ธปท. : การอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาคและการไหลออกของเงินทุน จะสร้างความท้าทายอย่างหนักต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าจนนำเข้าเงินเฟ้อ ถือเป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางนโยบาย (Policy Dilemma)

               [4] การชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): ความผันผวนทางนโยบายในอินโดนีเซียอาจทำให้นักลงทุนข้ามชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนในภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม แม้ไทยอาจดูมีเสถียรภาพกว่า แต่ตลาดภายในที่เล็กลงและการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานจะทำให้โควตาเม็ดเงิน FDI ที่จะเข้าสู่อาเซียนหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               [บทสรุป: กระจกสะท้อนไทยในเกมประชานิยม】

               วิกฤตการณ์ในจาการ์ตาเดือนมิถุนายน 2026 คือ ภาพจำลองที่ชัดเจนที่สุดของการดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดทุนยุคปัจจุบันมีกลไกการลงโทษที่รวดเร็วและรุนแรงผ่านการเทขายสินทรัพย์ การตั้งเป้าหมายการเติบโตที่สวยหรู และการแจกจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้น หากปราศจากการหารายได้มาชดเชยและขาดการรักษาวินัยการคลัง ย่อมนำไปสู่ความหายนะทางความเชื่อมั่น

               สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็น “สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า” รัฐบาลไทยที่มักหยิบยกนโยบายประชานิยมมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ต้องตระหนักว่าเส้นแบ่งระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการบ่อนทำลายเสถียรภาพนั้นบางเฉียบ หากก้าวพลาดและสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนสากล การกอบกู้ศรัทธากลับคืนมาอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ อินโดนีเซียกำลังจ่ายบทเรียนราคาแพงนั้นให้เราเห็นแล้ว อยู่ที่ว่าไทยจะเลือกเรียนรู้ หรือเลือกที่จะเดินตามรอยความผิดพลาดนั้นเสียเอง

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทนชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน