เมื่อมหาอำนาจปะทะศักดิ์ศรี – วิกฤต “Epic Fury” และการทวงคืนของเปอร์เซียที่เขย่าโลก /โดย: Dr.Force

426956

              ภาพของท้องฟ้าตะวันออกกลางที่ถูกย้อมด้วยสีแดงเพลิงจากห่าฝนขีปนาวุธ ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกต่อไป แต่คือความจริงอันโหดร้ายในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อคำถามที่ว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นหรือไม่?” ถูกแทนที่ด้วยคำถามใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า… “โลกจะรับมือกับความพินาศนี้อย่างไร?” ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เพียงรอยร้าวที่เพิ่งเกิด แต่เป็นระเบิดเวลาที่ถูกตั้งไว้จากแรงกดดันนานนับทศวรรษ อิหร่านต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บีบรัดหัวใจ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ และการก่อวินาศกรรมโครงการนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล นี่คือการ “สกัดกั้นภัยคุกคาม” แต่สำหรับชาวเปอร์เซีย มันคือการริดรอนอธิปไตยและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนถึงขีดสุด

               [ ฝนเหล็กเหนือน่านฟ้าเตหะราน: ปฏิบัติการ Epic Fury ] วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์บาดแผลของโลก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการสายฟ้าแลบภายใต้รหัส “Epic Fury” (และรหัส ‘Roaring Lion’ ของฝั่งอิสราเอล) โดยการระดมโจมตีทางอากาศกว่า 900 ครั้งภายใน 12 ชั่วโมงแรก และบานปลายไปสู่การทำลายล้างเป้าหมายกว่า 13,000 แห่งตลอด 38 วันของการสู้รบ เป้าหมายของชาติตะวันตกชัดเจนและดุดัน: “ตัดหัวงูเพื่อหวังให้ร่างตายสนิท” การโจมตีมุ่งเป้าไปที่ศูนย์บัญชาการ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ท่าเรือ และที่สำคัญที่สุดคือการลอบสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายสิบชีวิต ปฏิบัติการนี้ถูกวอชิงตันอ้างว่าเป็นการ “ปลดอาวุธและทำลายโครงสร้างความมั่นคง” แต่นักวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ระดับโลกหลายรายมองว่า นี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการผลักให้อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้แบบหลังชนฝา

               [ เลือดล้างด้วยเลือด: การโต้กลับแบบอสมมาตร ] หากวอชิงตันประเมินว่าการสังหารผู้นำจะทำให้อิหร่านล่มสลายในชั่วข้ามคืน พวกเขาคิดผิดมหันต์ เพราะทันทีที่ควันไฟระเบิดจางลง ปฏิบัติการล้างแค้นก็เริ่มต้นขึ้น กองทัพอิหร่านและเครือข่ายพันธมิตร เปิดฉากมหึมาด้วยการปล่อยโดรนและขีปนาวุธนำวิถีนับพันลูก พุ่งทะยานข้ามพรมแดนเข้าถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในชาติอาหรับ ทั้งในบาห์เรน จอร์แดน คูเวต และยูเออี รวมถึงการโจมตีตอบโต้อิสราเอลอย่างหนักหน่วง

              สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้สหรัฐฯ จะมีความเหนือกว่าทางอากาศอย่างเบ็ดเสร็จ (Air Superiority) แต่กลับไม่สามารถป้องกันการโจมตีแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่ทะลวงเข้ามาสร้างความสูญเสียอย่างหนักได้ ข้อความที่เตหะรานส่งผ่านระเบิดเหล่านี้ชัดเจน: “อย่าคิดว่าคุณจะผูกขาดความรุนแรงไว้ได้เพียงฝ่ายเดียว”

               [ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เมื่อเศรษฐกิจโลกถูกจับเป็นตัวประกัน ] ท่ามกลางสมรภูมิที่แลกเลือด อิหร่านได้หงายไพ่ใบสุดท้ายที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือการสั่งปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงตลาดพลังงานโลก การตัดสินใจครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมระดับสึนามิ ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตพลังงานยุค 70s ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งพสุธา และห่วงโซ่อุปทานการขนส่งพังทลาย
แม้สหรัฐฯ จะพยายามส่งกองเรือรบเข้ามากดดันและบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล แต่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยกลยุทธ์ “ฝูงผึ้ง” (Swarm tactics) ทั้งโดรนพลีชีพ ทุ่นระเบิดใต้น้ำ และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ทำให้มหาอำนาจตะวันตกต้องตระหนักว่า กองเรือที่เกรียงไกรที่สุดในโลกก็อาจตกเป็นเป้านิ่งได้ในสมรภูมิช่องแคบที่ฝ่ายตรงข้ามเชี่ยวชาญกว่า

               [ บทสรุป: ชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของสันติภาพ ] ณ ปัจจุบัน แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน แต่สถานการณ์ก็ยังคงเปราะบางราวกับเส้นด้าย การสู้รบตลอดเดือนมีนาคมผลาญงบประมาณกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไปมหาศาล และทิ้งบาดแผลลึกให้คนนับล้านในตะวันออกกลาง

               สงครามครั้งนี้สอนบทเรียนราคาแพงแก่โลกและมหาอำนาจว่า การใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาดเพื่อบีบบังคับทางการเมืองนั้น มีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิบลิ่ว และเหนือสิ่งอื่นใด มันพิสูจน์ให้เห็นว่าอธิปไตย อุดมการณ์ และศักดิ์ศรีของชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะถูกลบหายไปได้ด้วยจำนวนขีปนาวุธ หรือปฏิบัติการทิ้งระเบิดใดๆ ตราบใดที่โลกยังคงยึดถือแนวทาง “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” สันติภาพที่แท้จริงในตะวันออกกลางก็คงเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีวันเอื้อมถึง

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน