ทวิลักษณ์แห่งขุมทรัพย์โปแตช : โจทย์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และพันธสัญญาที่สาบสูญในฤดูเลือกตั้ง โดย ดร.Force

1915527 scaled

     ในบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน แร่ “โปแตช” (Potash) ได้กลายเป็นยุทธปัจจัยสำคัญในห่วงโซ่อุปทานความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยเคมี ประเทศไทยซึ่งถูกค้นพบว่าเป็นหนึ่งในแหล่งสำรองแร่ชนิดนี้ในระดับต้นของโลก จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของกระแสเงินทุนหมุนเวียนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) ที่หลั่งไหลเข้ามาแสวงหาโอกาสในการขุดเจาะและผลิต

              อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขการลงทุนที่สวยหรู ปรากฏการณ์การรุกคืบของกลุ่มทุนข้ามชาติในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ก่อให้เกิดคำถามเชิงวิเคราะห์ที่สำคัญยิ่งต่อ “สัมปทานความคุ้มค่า” ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหภาค กับ “ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคม” (Social and Environmental Costs) ที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว หากปราศจากกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

              ประเด็นความเปราะบางทางเทคนิคและวิศวกรรมเป็นสิ่งที่น่ากังวลลำดับแรก การทำเหมืองโปแตชมีผลพลอยได้คือ “เกลือ” ปริมาณมหาศาล หากผู้ประกอบการต่างชาติมุ่งเน้นเพียงการลดต้นทุนการผลิต (Cost Minimization) เพื่อเพิ่มผลกำไรสูงสุด โดยละเลยมาตรฐานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมสากล ความเสี่ยงที่จะเกิด “การปนเปื้อนข้ามพรมแดนของระบบนิเวศ” (Trans-boundary Contamination) ย่อมมีสูง โดยเฉพาะการรั่วไหลของน้ำเค็ม (Saline Leakage) ลงสู่ชั้นน้ำบาดาล (Groundwater Aquifers) และการแพร่กระจายของฝุ่นเกลือสู่หน้าดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพดินให้มีความเค็มเกินค่ามาตรฐานมิใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่คือการทำลายโครงสร้างดินอย่างถาวร (Irreversible Soil Degradation) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลิตภาพของภาคเกษตรกรรมและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น

              นอกเหนือจากมิติทางกายภาพ ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐถือเป็น “ความเสี่ยงระดับนโยบาย” ที่ไม่อาจมองข้าม ข้อกังวลต่อปัญหา “การจับกุมหน่วยงานกำกับดูแล” (Regulatory Capture) หรือสภาวะที่หน่วยงานรัฐตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ จนนำไปสู่การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง ความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย การขาดความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบ หรือแม้แต่ข้อครหาเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption) อาจทำให้มาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ที่ไร้สภาพบังคับจริง

               กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลหลัก (Regulator) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในการลงทุน มาสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์มาตรฐานความปลอดภัย” อย่างเข้มข้น

               รัฐต้องยึดถือ “หลักการป้องกันไว้ก่อน” (Precautionary Principle) อย่างเคร่งครัด โดยต้องกำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องวางหลักประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมในวงเงินที่สูงเพียงพอต่อการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหากเกิดเหตุสุดวิสัย (Liability Assurance) ไม่ใช่การผลักภาระให้เป็นงบประมาณแผ่นดินในภายหลัง

               และที่สำคัญที่สุด ในห้วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองกำลังเข้าสู่ #โหมดการเลือกตั้งทั่วไป เราขอส่งสัญญาณไปยัง “พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง” ทุกท่าน ที่กำลังเดินสายหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจ ว่าอย่าได้ละเลย “ต้นทุนชีวิต” ของประชาชน เราขอท้าทายให้ท่านผนวกประเด็น “ความมั่นคงทางทรัพยากรและสุขภาพ” เข้าเป็นวาระเร่งด่วนในแพลตฟอร์มนโยบาย (Policy Platform) ของท่านด้วยครับ

1915529 scaled

             #จุดยืนที่ชัดเจนต่อทุนข้ามชาติ

               – ท่านมีนโยบายอย่างไรในการคานอำนาจและตรวจสอบกลุ่มทุนเหมืองแร่ต่างชาติ?

              – ท่านกล้าพอหรือไม่ที่จะประกาศจุดยืนว่า “สุขภาพของประชาชนต้องมาก่อนตัวเลข GDP”?

              – การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA): นโยบายสาธารณสุขของท่านต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรค แต่ต้องครอบคลุมถึงการป้องกันภัยคุกคามจากมลพิษอุตสาหกรรม ท่านจะผลักดันให้มีการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาในพื้นที่เสี่ยงรอบเหมืองแร่อย่างเป็นระบบหรือไม่?

              – ความกล้าหาญทางจริยธรรม: เราต้องการนักการเมืองที่มองไกลกว่าสมัยการเลือกตั้ง ที่ตระหนักว่าการปล่อยปละละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อมในวันนี้ คือการสร้างภาระหนี้สินทางนิเวศให้แก่ลูกหลานในวันหน้า

              ประชาชนในพื้นที่มิได้ต้องการเพียงเศษเงินเยียวยา แต่ต้องการหลักประกันว่าลมหายใจ น้ำดื่ม และผืนดินของพวกเขาจะปลอดภัย  ดังนั้น บัตรเลือกตั้งในมือของประชาชนครั้งนี้ จะเป็นฉันทามติที่มอบให้แก่ผู้ที่กล้าหาญจะปกป้อง “บ้าน” ของพวกเขา มากกว่าผู้ที่จ้องแต่จะขาย “สมบัติของชาติ” กิน

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน