เบื้องหลังหน้ากาก “ความบ้าคลั่ง” ของโดนัลด์ ทรัมป์ กับภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ที่ถูกออกแบบโดยเสนาธิการเงา โดย ดร.Force

1916913

     ในสายตาของประชาคมโลก ท่าทีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มักถูกมองว่าเป็นความเกรี้ยวกราดที่ขาดความยั้งคิด หรือการแสดงออกทางวาทศิลป์ที่เน้นความสะใจ (Populist Rhetoric) ทว่า หากพิจารณาให้ลึกลงไปภายใต้เปลือกนอกของความ “กร่าง” และข้อเสนอที่ดูเหมือน “เพ้อฝัน” เราจะพบว่าทุกจังหวะก้าวไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่คือผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างเป็นระบบจากกลุ่ม “คลังสมอง” (Think Tanks) และเสนาธิการระดับพระกาฬ

              นี่ไม่ใช่การบริหารงานด้วยสัญชาตญาณอีกต่อไป แต่คือการปฏิบัติการของ “รัฐบาลเงา” (Shadow Cabinet) ที่เตรียมการมาอย่างรัดกุม เพื่อรื้อถอนระเบียบโลกเก่าและสถาปนาระเบียบโลกใหม่ภายใต้วาระ “America First”

              1. สถาปนิกผู้ร่างพิมพ์เขียวแห่งอำนาจ  ความแตกต่างสำคัญของทรัมป์ในรอบนี้ คือการมีโครงสร้างนโยบายรองรับที่แข็งแกร่งกว่าสมัยแรกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกุญแจสำคัญคือกลุ่มบุคคลและองค์กรที่เปรียบเสมือน “มันสมอง” ผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนนโยบาย

                   1.1 America First Policy Institute (AFPI) : กองบัญชาการทางความคิด
นำโดย บรูค โรลลินส์ (Brooke Rollins) และ ลาร์รี คุดโลว์ (Larry Kudlow) สถาบันแห่งนี้ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้วางศิลาฤกษ์ของรัฐบาลชุดใหม่ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่เสนอไอเดีย แต่ได้จัดทำพิมพ์เขียว “The America First Agenda” ไว้อย่างละเอียด ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายการดึงฐานการผลิต (Reshoring) กลับสู่สหรัฐฯ ไปจนถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีที่แข็งกร้าวต่อทั้งคู่แข่งและพันธมิตร เพื่อให้ทรัมป์สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการเจรจาต่อรองได้อย่างมีน้ำหนัก

                   1.2 รัสเซล โวท (Russell Vought) และ Project 2025 : วิศวกรผู้รื้อถอนระบบ
หาก AFPI คือผู้วางนโยบาย รัสเซล โวท คือ “มือปฏิบัติการ” (Executioner) ในฐานะสถาปนิกของ Project 2025 เขาเตรียมความพร้อมด้านคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Orders) ล่วงหน้า เพื่อให้ทันทีที่ทรัมป์ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว อำนาจฝ่ายบริหารจะถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพโดยปราศจากอุปสรรคจากระบบราชการเดิม นี่คือการเตรียมการเพื่อเปลี่ยนคำสัญญาบนเวทีหาเสียงให้เป็นผลทางกฎหมายในชั่วข้ามคืน

                   1.3 สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) : ปรมาจารย์ด้านวาทศิลป์ชาตินิยม บุคลิกที่ดูดุดันและคำพูดที่ทิ่มแทงของทรัมป์ ส่วนหนึ่งคือผลงานการปั้นแต่งของ สตีเฟน มิลเลอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังสุนทรพจน์ที่ปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยม (Ultra-Nationalism) เขาคือผู้กำหนดโทนเสียงของรัฐบาลใหม่ที่เน้นย้ำว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” และเปลี่ยนประวัติศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศให้กลายเป็นการ “ทวงบุญคุณ” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบแข็งกร้าว

                  1.4 ทีมยุทธศาสตร์อาร์กติก (The Greenland Brain Trust)  กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือแผนการซื้อเกาะกรีนแลนด์ ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขันในหน้าสื่อ แท้จริงแล้วคือแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ศึกษามาอย่างยาวนานโดย อเล็กซานเดอร์ เกรย์ (Alexander Gray) และถูกผลักดันต่อโดยทีมเจรจาระดับสูงอย่าง เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) และ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) นี่สะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอที่ดูเหลือเชื่อ ล้วนมีวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซ่อนอยู่ เพื่อขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่

              2. ถอดรหัสยุทธศาสตร์: จาก “ความบ้า” สู่ “อำนาจต่อรอง”  ทีมที่ปรึกษาเหล่านี้เข้าใจจุดแข็งของทรัมป์ในฐานะ “นักขาย” (Salesman) เป็นอย่างดี จึงได้ออกแบบกลยุทธ์การเจรจาระหว่างประเทศโดยใช้จิตวิทยาขั้นสูง
                 – ยุทธศาสตร์ปักหมุดราคาสูง (Anchoring Strategy) : การให้ทรัมป์เรียกร้องในสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ (เช่น การซื้อดินแดน, การตั้งกำแพงภาษีมหาโหด) ไม่ใช่ความเลอะเลือน แต่เป็นการตั้ง “มาตรฐานการเจรจา” ไว้สูงลิ่ว เพื่อให้เมื่อมีการต่อรองลงมา ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบมหาศาล

                – ปฏิบัติการสร้างความตื่นตระหนก (Shock and Awe Diplomacy) : การสร้างความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวให้กับคู่เจรจา ทำให้ผู้นำทั่วโลกเกิดความสับสนและเร่งรีบยื่นข้อเสนอที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เพื่อแลกกับความมั่นคงทางความสัมพันธ์

              3. แนวโน้มผลลัพธ์และระเบียบโลกที่จะเปลี่ยนไป  จากการวิเคราะห์โครงสร้างทีมงานและยุทธวิธีข้างต้น เราสามารถคาดการณ์ฉากทัศน์ของโลกในอนาคตอันใกล้ได้ดังนี้
                  – จุดจบของพหุภาคีนิยม (The End of Multilateralism) สหรัฐฯ จะลดบทบาทในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ และหันมาใช้การเจรจาแบบ “ทวิภาคี” (Bilateral) ที่ตนเองมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า ยุโรปและเอเชียจะต้องเผชิญกับการบีบคั้นให้เลือกข้างและจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

                 – สงครามการค้าและเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น : นโยบาย America First จะถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เตรียมไว้แล้วโดยทีมของรัสเซล โวท ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) เกิดการชะงักงันและต้องปรับตัวขนานใหญ่

                 – ภูมิรัฐศาสตร์แบบธุรกรรม (Transactional Geopolitics) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะถูกตีค่าเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ พันธมิตรดั้งเดิมอาจไม่มีความหมายหากขาดผลประโยชน์ตอบแทนที่จับต้องได้ กรณีเช่น “กรีนแลนด์” สะท้อนว่าสหรัฐฯ พร้อมจะใช้วิธีการที่เหนือความคาดหมายเพื่อครอบครองทรัพยากรและพื้นที่ยุทธศาสตร์

               บทสรุป

               สิ่งที่เราเห็นจากทรัมป์ไม่ใช่ความไร้ระเบียบ แต่คือ “ความวุ่นวายที่ถูกจัดวาง” โดยกลุ่มมันสมองระดับกะทิที่เข้าใจกลไกอำนาจเป็นอย่างดี โลกกำลังจะเผชิญกับสหรัฐอเมริกาในเวอร์ชันที่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาพร้อมกับแผนผังการเดินเกมที่ถูกคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์กลับสู่มาตุภูมิให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยเสถียรภาพของโลกหรือไม่ก็ตาม

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน