สถาปัตยกรรมแห่งอำนาจใหม่: “แลนด์บริดจ์” และการผงาดขึ้นของไทยในฐานะมหาอำนาจระดับกลาง (The Architecture of New Power: Landbridge and the Rise of Middle Power Thailand) /โดย: ดร.Force

434982

              หลายทศวรรษที่ผ่านมา วาทกรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยคือความเชื่อที่ว่า “ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ต้องลู่ตามลม” เพื่อเอาตัวรอดจากการปะทะกันของมหาอำนาจ แต่ในบริบทของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่กำลังก่อตัวขึ้น อำนาจไม่ได้ถูกชี้ขาดด้วยจำนวนหัวรบนิวเคลียร์หรือขนาดของกองทัพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ทว่ามันคือยุคที่อำนาจถูกวัดกันด้วย มาตรฐาน เทคโนโลยี ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และความไว้วางใจ

               คำถามสำคัญแห่งยุคสมัยจึงไม่ใช่การถามอย่างหวาดกลัวว่า เราจะเลือกข้างใคร?   แต่คือการประกาศจุดยืนอย่างมั่นใจว่า “เราจะเป็นใครในสายตาโลก?”

               1. นิยามใหม่ของการมีตัวตน: จากประเทศทางผ่าน สู่ “จุดเชื่อมต่อที่ขาดไม่ได้” (Indispensable Node) ในทางรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ นิยามของ มหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ไม่ได้วัดจากขนาดพื้นที่หรือจำนวนประชากร แต่วัดจาก “ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Relevance) ที่โลกขาดไม่ได้
เมื่อเรามองดูภูมิทัศน์โลกปัจจุบัน เรากำลังก้าวออกจากยุค การเมืองแบบแบ่งขั้ว (Bloc Politics) ที่แข็งทื่อ ไปสู่ยุค ความสัมพันธ์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ (Variable Geometry) ประเทศที่จะมีอิทธิพลสูงสุดไม่ใช่รัฐที่ปิดตัว แต่คือ “รัฐแพลตฟอร์ม” ที่สามารถเปิดพื้นที่ให้ระบบนิเวศที่แตกต่างกันสามารถเข้ามาเชื่อมต่อกันได้
และเครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดที่จะเปลี่ยนประเทศไทยจาก “ผู้ตาม” (Rule-taker) ไปสู่ “ผู้กำหนดกติกา” (Rule-maker) และตอกย้ำสถานะมหาอำนาจระดับกลางบนพื้นที่อินโด-แปซิฟิก ก็คือการสถาปนาโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกอย่าง โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) และ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)

               2. ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: ก้าวข้าม “บัญชีโลจิสติกส์” สู่ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” (Beyond Logistics to Geopolitics) ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามถึงต้นทุน การขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) แน่นอนว่าหากเราประเมินโครงการนี้ผ่านเลนส์ของ “บัญชีโลจิสติกส์ทางตรง” เพียงมิติเดียว โครงการนี้ย่อมดูเป็นความท้าทาย แต่ในสภาวะที่โครงสร้างอำนาจโลกกำลังถูกเขย่า การประเมินมูลค่าของแลนด์บริดจ์ด้วยมาตรวัดแบบเดิม ถือเป็นการติดกับดักทางความคิดที่บดบัง “ภาพใหญ่” เส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลกอย่าง ช่องแคบมะละกา กำลังเข้าสู่ภาวะแออัดและเปราะบางต่อวิกฤตการณ์อย่างยิ่งยวด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ไต้หวัน หรือตะวันออกกลาง ในขณะเดียวกัน โครงการยุทธศาสตร์แถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน ที่เคยมองเมียนมาเป็นประตูหลักสู่มหาสมุทรอินเดีย ก็กำลังเผชิญกับสภาวะรัฐที่อ่อนแรง ทำให้ “เส้นทางเศรษฐกิจ” กลายเป็น “เส้นทางเสี่ยง”

               การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) จึงเป็นไฟต์บังคับของมหาอำนาจ และนี่คือรอยต่อที่ประเทศไทยจะสอดแทรกตัวเองเข้าไปในฐานะ “ทางเลือกที่เสถียรภาพสูงที่สุด”

               3. ยุทธศาสตร์ 5 เสาหลัก: การสถาปนาตำแหน่งแห่งที่ของไทยผ่านแลนด์บริดจ์ เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจระดับกลาง ประเทศไทยต้องผสานยุทธศาสตร์เชิงรุกเข้ากับศักยภาพของพื้นที่ SEC ผ่าน 5 เสาหลัก ดังนี้

                    3.1 ความเป็นกลางในฐานะบริการ (Neutrality-as-a-Service) และการรักษาสมดุล: ไทยต้องเลิกเป็นเพียง “ผู้สังเกตการณ์” แต่ต้องใช้แลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่ “Win-Win” ที่เชื่อมต่อโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้ากับยุทธศาสตร์ BRI ของจีน และสอดรับกับนโยบายมองตะวันออก (Look East) ของอินเดีย ทำให้ไทยเป็นพื้นที่กลางที่ทุกค่ายต้องเข้ามาลงทุน โดยมีระบบความมั่นคงที่น่าเชื่อถือรองรับ ผ่านขีดความสามารถทางยุทธนาวีจาก ฐานทัพเรือพังงา บนฝั่งอันดามัน และ ฐานทัพเรือสงขลา บนฝั่งอ่าวไทย เป็นหลักประกันความโปร่งใสและปลอดภัยต่อนักลงทุนทั่วโลก

                    3.2 จุดเชื่อมต่อที่โลกไว้วางใจ (Trusted Node in Global Supply Chain) และศูนย์กลางพลังงาน:
ในยุคที่โลกต้องการลดความเสี่ยง (De-risking) แลนด์บริดจ์จะทำหน้าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสร้าง คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ของภูมิภาค ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจุดเปราะบางในต่างแดน พร้อมยกระดับพื้นที่ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร (Upstream to Downstream) เปลี่ยนไทยจากฐานการผลิตค่าแรงถูก สู่ “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Resilience) ที่โลกขาดไม่ได้

                    3.3 อำนาจด้านความมั่นคงพื้นฐานของชีวิต (Security of Life Power) สู่ ครัวฮาลาลโลก: ความมั่นคงทางอาหารคือ Hard Power รูปแบบใหม่ ด้วยทำเลที่ตั้งที่ใกล้กับกลุ่มประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ ไทยสามารถใช้แลนด์บริดจ์เป็นฐานการผลิต แปรรูป และโลจิสติกส์สินค้าอาหารฮาลาลมาตรฐานโลก (Global Halal Hub) การเชื่อมต่อที่รวดเร็วระหว่างสองฝั่งทะเลจะช่วยรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร ให้ไทยก้าวเป็นครัวของโลกที่มหาอำนาจต้องพึ่งพายามเกิดวิกฤต

                    3.4 ศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และมนุษย์ (Human–AI Intelligence Hub) ผ่านสะพานดิจิทัล: นอกจากถนนและราง เราต้องวางแลนด์บริดจ์ให้เป็น สะพานดิจิทัล (Digital Bridge) ด้วยการวางโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) และศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค (Regional Data Center) เพื่อเชื่อมการสื่อสารระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (Tech Giants) ให้มาตั้งฐานในไทย สร้างสังคมเทคโนโลยีที่มีจริยธรรม (Techno-Moral Society)

                    3.5 อำนาจแห่งระบบที่อ่อนนุ่ม (Soft Systems Power) และจุดหมายปลายทางระดับไฮเอนด์: มากกว่าซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดึงดูดเม็ดเงิน แลนด์บริดจ์จะถูกออกแบบให้มี ท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) และ สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ระดับโลก เปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม สร้าง “ระบบของบ้านเมือง” ที่คนเก่งและทุนระดับโลกอยากมาลงหลักปักฐาน

              4. บทวิพากษ์: จากเกมแห่งอำนาจ สู่ศิลปะแห่งการบริหารรัฐ (From Game of Power to Game of State) อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่จะทำให้โครงการระดับเปลี่ยนโลกนี้ไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้อยู่ภายนอกประเทศ แต่อยู่ที่โครงสร้างภายใน หากเราต้องการเป็นมหาอำนาจระดับกลางที่มีพลัง เราต้องปฏิรูปกลไกรัฐอย่างเร่งด่วน

                      4.1 การเมืองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ (Politics of Capacity): เปลี่ยนการเมืองที่มุ่งแย่งชิงผลประโยชน์ เป็นการเมืองที่แข่งกันสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้ประเทศ

                      4.2 วิสัยทัศน์ระยะยาว (Long-term Statecraft): เมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง 10-20 ปี รัฐต้องก้าวข้ามชัยชนะระยะสั้นในรอบเลือกตั้ง โดยมีระบบราชการสมรรถนะสูงเป็นฟันเฟือง

                      4.3 รัฐเชิงยุทธศาสตร์และรัฐผู้ออกแบบ (Strategic & Designing State): รัฐต้องเลิกทำงานแบบแยกส่วน (Silo) กล้าที่จะนำเสนอข้อมูลระดับมหภาคเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเปลี่ยนจากรัฐที่ “รอปรับตัว” เป็นรัฐที่ “กล้ากำหนดกติกา” ในเวทีโลก

               บทสรุป: ภารกิจแห่งยุคสมัย ทะยานสู่ “ขั้วอำนาจเศรษฐกิจใหม่” แห่งอินโด-แปซิฟิก

               Middle Power Thailand ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และแลนด์บริดจ์ก็ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือหรือทางลัดเดินเรือ แต่มันคือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” (Strategic Card) และ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” (New S-Curve) ที่จะพลิกโฉมประเทศ

               เมื่อระบบนิเวศทั้งหมดถูกเชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน ประเทศไทยจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “ประเทศทางผ่าน” ไปสู่การเป็น “จุดสับรางยุทธศาสตร์” (Strategic Pivot) ที่เชื่อมสองมหาสมุทร สอดประสานผลประโยชน์ของทุกมหาอำนาจได้อย่างสมดุล ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเล็กๆ อีกต่อไป หากเรามีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกล้าหาญพอ เราจะเป็นหนึ่งในสถาปนิกที่ร่วม “ออกแบบระเบียบโลกใหม่” และทำให้ประชาคมโลกต้องหันมาพึ่งพาเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุด

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน