ตื่นจากภวังค์ “จีน-ไทยใช่อื่นไกล” สู่ความจริงแห่งภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไทยต้อง “รู้เขารู้เรา” /โดย: Dr.Force

437563

              “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” หรือที่คุ้นหูในภาษาจีนว่า “จงไท่อี้เจียชิน” (中泰一家亲) เป็นวาทกรรมทางการทูตที่งดงามและสะท้อนความผูกพันทางสายเลือดและวัฒนธรรมที่มีมายาวนานระหว่างสองชาติ ทว่าในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลก กำลังแบ่งขั้วอย่างรุนแรง และมหาอำนาจกำลังขับเคี่ยวกันในทุกมิติ การยึดติดกับวาทกรรมนี้แบบโรแมนติก โดยหลงคิดไปเองว่า “ไทยคือชาติที่จีนไว้ใจที่สุดในอาเซียน” อาจเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เราประเมินสถานการณ์โลกคลาดเคลื่อน และนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงในการวางยุทธศาสตร์ชาติ

               บนกระดานหมากรุกแห่งอำนาจ ไม่มีคำว่า “พี่น้อง” ที่ปราศจากเงื่อนไข มีเพียง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” (National Interests) เท่านั้นที่เป็นเข็มทิศนำทาง หากประเทศไทยต้องการอยู่รอดและผงาดในเวทีโลก เราต้องเริ่มจากการวิพากษ์ความเชื่อเดิม และหันมามองความจริงอย่างตระหนักรู้ เพื่อให้เข้าถึงแก่นของคำว่า “รู้เขารู้เรา” อย่างแท้จริง

            【”รู้เขา”: ถอดรหัสยุทธศาสตร์จีนในอาเซียนที่ไม่ได้มีแค่ “ไทย”】 ในความเป็นจริง จีนมีการบริหารความสัมพันธ์ในอาเซียนอย่างแยบยลและแบ่งน้ำหนักตามผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หากกางแผนที่เศรษฐกิจและการเมืองดู จะพบว่าไทยไม่ใช่ตัวเลือก “เบอร์ 1” ในทุกมิติ

               – เวียดนาม คือคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนในภูมิภาคนี้มายาวนาน (มูลค่าการค้าทะลุ 2.6 แสนล้านดอลลาร์) แม้จะมีข้อพิพาททางทะเล แต่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกลับแน่นแฟ้นที่สุด

               – กัมพูชา และ สปป.ลาว คือ “พันธมิตรเหล็กกล้า” ที่จีนทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง

               – อินโดนีเซียและมาเลเซีย คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล เป็นแหล่งแร่สำคัญ (เช่น นิกเกิลสำหรับแบตเตอรี่) และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่จีนต้องดึงมาเป็นพวก

               สถานะของไทยในสายตาจีนนั้นโดดเด่นในแง่ของ “ซอฟต์พาวเวอร์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว” รวมถึงเป็นหมุดหมายด้านโลจิสติกส์ แต่การเชื่อว่าเราคือ “พี่น้องที่เขาไว้ใจที่สุดจนเหนือชาติอื่น” เป็นการประเมินที่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป และอาจทำให้เราตายใจจนละเลยการสร้างอำนาจต่อรอง

             【”รู้เรา”: วิกฤตใต้ร่มเงาพี่น้อง ทุนทะลักและเอสเอ็มอีที่กำลังร้องไห้】บริบทเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2025-2026 สะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ที่ปราศจากกลไกตั้งรับอย่างชัดเจน การหลั่งไหลของ “ทุนจีน” ไม่ได้มาแค่ในรูปของการลงทุนอุตสาหกรรมล้ำสมัยอย่าง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังตามมาด้วยคลื่นสึนามิของสินค้าอีคอมเมิร์ซราคาถูกที่บดขยี้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ของไทยจนล้มหายตายจาก ไปจนถึงปัญหา “ทุนจีนสีเทา” ที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินและขยายอิทธิพลทางธุรกิจ ซึ่งหากรัฐบาลและคนไทยยังคงมัวเมากับคำว่า “พี่น้อง” โดยไม่สร้างเกราะกำบังกำกับดูแล ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียง “ตลาดระบายสินค้า” และ “ทางผ่าน” ที่ถูกสูบมูลค่าทางเศรษฐกิจออกไปจนหมดสิ้น

            【ก้าวต่อไป: วางยุทธศาสตร์อย่างไรในยุคโลกแบ่งขั้ว?】 เมื่อรู้เขาและรู้เราแล้ว ยุทธศาสตร์ของไทยต้องปรับเปลี่ยนจาก “การทูตแบบโอนอ่อน” สู่ “การทูตเชิงรุกที่ปกป้องผลประโยชน์ตนเอง” (Proactive & Protective Diplomacy) ดังนี้

              1. เปลี่ยนผ่านสู่การลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และปกป้องธุรกิจท้องถิ่น ไทยต้องไม่เป็นเพียงฐานการประกอบ ให้ทุนต่างชาติ แต่ต้องตั้งเงื่อนไขให้เกิดการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยี” (Technology Transfer) อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีความกล้าหาญในการออกมาตรการปกป้อง SMEs ไทยจากการทุ่มตลาดของสินค้านำเข้า และปราบปรามเครือข่ายทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาระบบนิเวศทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

               2. รักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ ในบริบทที่สหรัฐอเมริกา (ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือแนวทางปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ) กำลังเปิดเกมรุกทางภูมิรัฐศาสตร์ในอาเซียนอย่างเข้มข้น ไทยต้องไม่ถูกต้อนให้ “เลือกข้าง” หรือเอียงไปหาจีนจนเสียสมดุล เราต้องกระจายความเสี่ยง โดยดึงดูดและกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่น ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอินเดีย เพื่อใช้อีกฝ่ายมาคานอำนาจและเพิ่มทางเลือกให้ตนเอง

               3. ใช้ภูมิศาสตร์เป็น “แต้มต่อ” ไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน” ไทยตั้งอยู่ตรงกลางของอินโดจีน เป็นจุดตัดของระเบียงเศรษฐกิจ เราสามารถเชื่อมต่อกับยุทธศาสตร์ “แถบและเส้นทาง” (BRI) ของจีนได้ แต่ไทยต้องเป็น “ผู้กำหนดกติกา” (Rule-maker) ควบคุมการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนข้ามชาติแบบเบ็ดเสร็จ

            【บทสรุป】

              คำว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เป็นต้นทุนทางความสัมพันธ์ทางการทูตที่ทรงคุณค่าและเป็นสะพานเชื่อมสู่โอกาสมหาศาล แต่บนความโหดร้ายของเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ความเป็นพี่น้องไม่อาจปกป้องเศรษฐกิจและปากท้องของคนในชาติได้ หากเราไร้ซึ่งความเข้มแข็งจากภายใน

               ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอคอยให้มหาอำนาจใดยกย่องว่าเป็น “ประเทศที่เขาไว้ใจที่สุด” แต่เราต้องยกระดับตนเองให้เป็น “ประเทศที่ฉลาดและแข็งแกร่งที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง” เหนือสิ่งอื่นใด ฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงได้คือ “ผู้นำและนักการเมืองไทย” ท่ามกลางวิกฤตโลกที่กำลังบีบคั้น ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายต้องก้าวข้ามการเมืองที่หวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตนและการเอื้อกลุ่มทุนพวกพ้อง ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองต้องมีจิตสำนึกแห่งรัฐ (Statecraft) วางผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นที่ตั้ง ตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และคิดวิเคราะห์ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับ “ลูกหลานไทย” ในอนาคต ไม่ใช่แค่เพื่อการเอาตัวรอดทางการเมืองในระยะสั้น

               ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตื่นจากวาทกรรมอันหอมหวาน และก้าวเดินบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ เพราะผู้ที่จะปกป้องและพัฒนาประเทศไทยให้รอดพ้นจากพายุความขัดแย้งของมหาอำนาจได้ดีที่สุด ไม่ใช่พี่น้องที่ไหน… แต่คือคนไทยและผู้นำที่ยืนหยัดทำเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างแท้จริง

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน