รองโฆษกอัยการ แจงยิบเหตุสั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อ.อรัญประเทศ คดีอุ้ม “ลุงเปี๊ยก”
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันซ้อมทรมาน นายปัญญา คงแสนคำ หรือ ลุงเปี๊ยก เพื่อให้รับสารภาพในคดีที่ นางบัวผัน ตันสุ ถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ให้กับพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 โดยมี พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ศรีจันตรา ผกก.สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กับพวกรวม 8 คน ตกเป็นผู้ต้องหา
นายไชยรัตน์ เผยว่า ต่อมาพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ศรีจันตรา ผู้ต้องหาที่ 1 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้น โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป, ร่วมกันกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ร่วมกันกระทำให้บุคคลสูญหาย และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
นายไชยรัตน์ เผยว่า เนื่องจากในสำนวนการสอบสวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่สามารถยืนยันและรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้ต้องหาที่ 2-8 ตามที่ถูกกล่าวหาและเมื่อได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการเพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาทำความเห็นแย้งหรือไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นพ้องด้วย (ไม่แย้ง) กับคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ของพนักงานอัยการ จึงเป็นกรณีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 กล่าวคือ พยานหลักที่ปรากฏขึ้นใหม่ต้องเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ทราบมาก่อนว่ามีและไม่ปรากฏอยู่ในสำนวน และยังต้องมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้อีกด้วย
นายไชยรัตน์ เผยว่า ส่วนกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-8 บางข้อหา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นแย้งในส่วนนี้ ได้แก่ ความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7, 37 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาความเห็นแย้งในประเด็นนี้ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว โดยอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ชี้ขาดความเห็นแย้งตามกฎหมาย
ที่มา SocialeyesThailand ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
DSI ลงพื้นที่เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ทลายเครือข่ายเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กออนไลน์ พบไลน์กลุ่มการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กร่วม 100 กลุ่ม สมาชิกนับพันบัญชี และไฟล์ลามกอนาจารเด็กกว่า 6,000 ไฟล์
DSI ปฏิบัติการปูพรมตรวจค้น 6 จุด ขยายผลพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับประเทศเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เงินทุนหมุนเวียนรวมมากกว่าพันล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 ราย
เสียงโห่แห่งยุคสมัย : เมื่อปัญญาประดิษฐ์คือผู้ปล้นชิงอนาคต และเสียงเตือนที่สังคมไทยยังไม่ได้ยิน /โดย: ดร.Force
เอฟเคไอไอ.ถอดรหัส “ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์“ หวังอัพเกรด Soft Power ไทยสร้างศักยภาพใหม่เพิ่มรายได้ประเทศ
จากรอยยิ้มสู่รอยน้ำตา: ถอดบทเรียน “ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน” และทางรอดของไทยในวันที่โลกไม่รอ /โดย: ดร.Force
ถอดรหัสสมการอำนาจ: ทำไมคนไทยถึงไร้สิทธิเสียง และเราจะทวงคืนโครงสร้างที่เป็นธรรมได้อย่างไร?/โดย: ดร.Force
ร่างกฎหมาย NDAA 2027 ประตูสู่การ “หลอมรวม” กองทัพสหรัฐฯ-อิสราเอล และนัยยะต่อความมั่นคงโลก /โดย: Dr.Force
อัยการสูงสุด สั่งฟ้องคดีพนันออนไลน์ – ฟอกเงินข้ามชาติ ผู้ต้องหา “นารีรัตน์ กับพวก” โยงเครือข่ายนักการเมืองระดับประเทศ ทุกข้อหาตามความเห็น DSI