9 ธุรกิจ สินค้าสัญชาติ “ญี่ปุ่น” ที่ปัจจุบันมี “ทุนจีน” เป็นเจ้าของ

41dk66

     ในโลกธุรกิจปัจจุบัน “สัญชาติของแบรนด์” กับ “เจ้าของที่แท้จริง” มักจะเป็นคนละเรื่องกันเลย หลายแบรนด์ที่เราคุ้นเคยว่าญี่ปุ่นจ๋าๆ แท้จริงแล้วถูกกลุ่มทุนจีนเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อขยายฐานการผลิตและใช้ชื่อเสียงด้านคุณภาพของญี่ปุ่นมาตีตลาดโลก

               มาเปิดรายชื่อธุรกิจและแบรนด์ญี่ปุ่นชื่อดังที่ปัจจุบันมี “ทุนจีน” เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่กัน

               กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยี นี่คือกลุ่มที่ชัดเจนที่สุด เพราะแบรนด์ญี่ปุ่นเผชิญกับการแข่งขันที่สูงมากจนต้องขายกิจการให้ยักษ์ใหญ่จากจีน

41dk661

              1. Toshiba (เฉพาะส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน): ถูกซื้อโดย Midea Group (ปี 2016) แม้โลโก้จะเป็น Toshiba แต่การบริหารและผลิตเป็นของจีน

                   ผู้ซื้อ: Midea Group (ไมเดีย) ในสัดส่วน ถือหุ้น 80.1% (Toshiba Corp. ยังถือไว้ 19.9%) มูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 17,000 ล้านบาทในขณะนั้น) เมื่อปี 2016

41dk6612

               2. Sharp: ถูกซื้อโดย Foxconn (Hon Hai Precision Industry) จากไต้หวัน (ปี 2016) แม้ไต้หวันจะต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในเชิงการเมือง แต่ในเชิงโครงสร้างธุรกิจมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มทุนภาษาจีนที่เข้ามาฟื้นฟูกิจการญี่ปุ่น

                     ผู้ซื้อ: Foxconn (Hon Hai Precision Industry) – กลุ่มทุนไต้หวัน ในสัดส่วนประมาณ 66% (ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดและมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จ) มูลค่าประมาณ 3,500 – 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.3 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2016

41dk66123

               3. Sanyo: ถูกซื้อโดย Haier (ปี 2011) โดย Haier นำเทคโนโลยีและโรงงานของ Sanyo ไปต่อยอดเป็นแบรนด์ AQUA ที่ขายดีในญี่ปุ่นและเอเชีย

                     ผู้ซื้อ: Haier (ไฮเออร์ในสัดส่วนซื้อกิจการแบบ 100% (ในส่วนของเครื่องซักผ้าและตู้เย็น รวมถึงแบรนด์ AQUA) มูลค่าประมาณ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,000 ล้านเยน) เมื่อปี 2011

41dk661234

              4. NEC (เฉพาะส่วน Personal Computers): เป็นการร่วมทุนที่ Lenovo ถือหุ้นใหญ่ (เกิน 51%) ทำให้คอมพิวเตอร์ NEC มีสายเลือดหลักเป็น Lenovo

                    ผู้ซื้อ: Lenovo ในสัดส่วน Lenovo ถือ 51% (NEC ถือ 49%) ในช่วงแรก และปัจจุบัน Lenovo มีอำนาจควบคุมเกือบทั้งหมด มูลค่าเป็นการควบรวมกิจการมูลค่ารวมในตอนนั้นประมาณ 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2011

41dk6612345

              5. Fujitsu (เฉพาะส่วน PC) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ของญี่ปุ่น: เช่นเดียวกับ NEC  ปัจจุบัน Lenovo เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในส่วนธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

                   ผู้ซื้อ: Lenovo ในสัดส่วน: ถือหุ้น 51% มูลค่าประมาณ 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,500 ล้านบาท) เมื่อปี 2017

                  ในกลุ่มยานยนต์และพลังงาน

41dk66123456

              1.Nissan (บางส่วน): แม้จะเป็นพันธมิตรกับ Renault แต่ในส่วนของ Envision AESC (บริษัทผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ของ Nissan) ถูกกลุ่ม Envision Group จากจีนซื้อหุ้นใหญ่ไป เพื่อคุมซัพพลายเชนแบตเตอรี่โลก

                    AESC (แบตเตอรี่ของ Nissan) ผู้ซื้อ: Envision Group สัดส่วนถือหุ้น 75% (Nissan ยังคงถือหุ้น 25%) มูลค่าไม่มีการเปิดเผยตัวเลขแน่ชัด แต่เป็นการขายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และเน้นทำตลาดแบตเตอรี่ EV โลก

41dk661234567

              2.Honma Golf: แบรนด์ไม้กอล์ฟสุดหรูที่นักกอล์ฟทั่วโลกยอมรับ ปัจจุบันเจ้าของคือ Maruman (ซึ่งถูกกลุ่มทุนจีนเทคโอเวอร์ไปก่อนหน้า) และบริหารโดยเศรษฐีชาวจีน

                   ผู้ซื้อ: กลุ่ม Merlion Holdings (นำโดยนักธุรกิจชาวจีน Liu Jianguo) ในสัดส่วนเข้าซื้อกิจการเกือบทั้งหมดในช่วงที่ล้มละลาย และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง มูลค่าการซื้อขายช่วงแรกมีมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปั้นแบรนด์จนมีมูลค่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นหลายเท่าตัว

                   กลุ่มค้าปลีกและเครื่องแต่งกาย

41dk6612345678

              1.Renown: อดีตยักษ์ใหญ่เสื้อผ้าของญี่ปุ่น (เจ้าของแบรนด์ D’urban, Aquascutum) ถูก Shandong Ruyi ซื้อไป (แม้ภายหลังจะประสบปัญหาทางการเงินตามวงจรธุรกิจก็ตาม)

41dk66123456789

              2.Honmono Sushi / ร้านอาหารบางกลุ่ม: ในญี่ปุ่นเริ่มมีเชนร้านอาหารและโรงแรมขนาดเล็กที่ทุนจีนเข้าไปกว้านซื้อแบบเงียบๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีน

               ดีลส่วนใหญ่ มักจะอยู่ที่การถือหุ้น 51% – 80% เพื่อให้จีนมีอำนาจการบริหารสูงสุด แต่ยังเหลือชื่อผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นไว้เพื่อ “รักษาความน่าเชื่อถือ” และภาพลักษณ์แบรนด์

               หากเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่าง Sharp หรือ Toshiba มูลค่าจะอยู่ในระดับ หมื่นล้านไปจนถึงแสนล้านบาท การที่จีนเข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงขนาดนี้ ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิบัตร (Patents) และเทคโนโลยีการผลิตที่สะสมมานานของญี่ปุ่นได้ทันที ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักมากกว่าแค่ผลกำไรจากการขายของเพียงอย่างเดียว

               เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องกำไร แต่เป็นกลยุทธ์เชิงลึก การซื้อ “ทางลัด” ( การสร้างแบรนด์ให้คนเชื่อถือในระดับ “Made in Japan” ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี การซื้อกิจการทำให้จีนได้ภาพลักษณ์ความพรีเมียมและความน่าเชื่อถือไปทันที

               การเข้าถึงเทคโนโลยี (R&D) ญี่ปุ่นเก่งเรื่องงานวิศวกรรมและการเก็บรายละเอียด จีนต้องการ Know-how เหล่านี้มาอัปเกรดมาตรฐานสินค้าของตัวเอง  ช่องทางการจัดจำหน่ายการซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีหน้าร้านหรือเครือข่ายทั่วโลกอยู่แล้ว ช่วยให้สินค้าจีนกระจายไปสู่ตลาดโลกได้รวดเร็วขึ้น ทางรอดของญี่ปุ่นบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องหรือขาดผู้สืบทอดกิจการ การขายให้กลุ่มทุนจีนที่มีเงินสดล้นมือจึงเป็นทางออกที่ช่วยให้พนักงานยังมีงานทำและแบรนด์ยังอยู่รอด ถึงแม้เจ้าของจะเป็นจีน แต่มาตรฐานการควบคุมคุณภาพ (QC) ส่วนใหญ่ยังใช้มาตรฐานญี่ปุ่นเดิม หรือมีการผสมผสานกัน เพื่อไม่ให้เสีย “คุณค่าของแบรนด์” ที่ลูกค้าเชื่อถือได้

 

ที่มา SocialeyesThailand  ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน