ภูมิรัฐศาสตร์แห่งความโดดเดี่ยว : เมื่อ “มังกร” เลือกรักษาสมดุล และ “หมีขาว” ติดหล่ม ในวันที่เวเนซุเอลาล่มสลาย /โดย : ดร.Force

1965803 scaled

      ท่ามกลางกระแสข่าวความตึงเครียดในลาตินอเมริกา การให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการผู้นำเวเนซุเอลา ต่อสำนักข่าว NBC News เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นเพียงเสียงสะท้อนที่แผ่วเบาของระบอบการปกครองที่กำลังสั่นคลอน แม้เธอจะยืนยันสถานะ “ผู้นำที่ชอบธรรม” ของนายนิโคลัส มาดูโร

               แต่ความจริงเชิงประจักษ์คือ อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ได้ตกอยู่ภายใต้การคุมขังของสหรัฐฯ ณ ศูนย์กักกัน Metropolitan Detention Center ในบรูคลิน มานานกว่า 45 วันแล้ว และกำลังรอการพิจารณาคดีในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ปฏิบัติการ “Operation Absolute Resolve” ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของระบอบมาดูโร แต่ยังเป็น “กรณีศึกษา” (Case Study) สำคัญที่เปิดเปลือยข้อเท็จจริงของระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่าง “จีน” และ “รัสเซีย” ต่างแสดงท่าทีที่น่าสนใจยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ คำถามสำคัญทางยุทธศาสตร์คือ เหตุใดสองมหาอำนาจที่เคยเป็นหลังพิงให้การากัส จึงปล่อยให้สหรัฐฯ รุกคืบเข้าสู่ “สวนหลังบ้าน” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ?

               #จีน: สัจนิยมทางเศรษฐกิจเหนืออุดมการณ์ (Economic Pragmatism over Ideology)

สำหรับปักกิ่ง การล่มสลายของรัฐบาลมาดูโรคือบทพิสูจน์ “ขีดจำกัด” ของการขยายอิทธิพลข้ามทวีป แม้จะมีความสัมพันธ์ระดับ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทุกสภาพอากาศ” แต่จีนเลือกที่จะตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูต (Soft Balancing) แทนการเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ดังนี้

               1. กับดักทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Trap) เวเนซุเอลาตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลตามธรรมชาติของสหรัฐฯ (Monroe Doctrine) การที่จีนไม่มีฐานทัพส่วนหน้าในแคริบเบียนทำให้การส่งกำลังบำรุงทางทหารข้ามแปซิฟิกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางยุทธวิธี และเสี่ยงต่อการถูกตัดเส้นทางลำเลียงโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ

              2. การรักษาเสถียรภาพทางการค้า ในช่วงเวลาที่จีนและสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสใหม่ปลายปี 2025 การเสี่ยงแตกหักเพื่อปกป้องพันธมิตรที่อยู่ห่างไกล อาจนำมาซึ่งหายนะทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าหนี้สูญในเวเนซุเอลา จีนจึงเลือก “จำกัดความเสียหาย” (Damage Control) และยอมรับความจริงเพื่อรักษาตลาดหลักไว้

               3. ช่องว่างทางเทคโนโลยี  รายงานความล้มเหลวของระบบเรดาร์และอาวุธยุทโธปกรณ์จีนในการสกัดกั้นปฏิบัติการของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่า Hard Power ของจีนยังเป็นรองในสมรภูมิที่ตนเองเสียเปรียบด้านชัยภูมิ

               #รัสเซีย: เมื่อ ‘หมีขาว’ อ่อนแรงและเลือกเล่นเกมแลกเปลี่ยน (Resource Exhaustion & Transactionalism) 

               หากจีนเลือกถอยเพราะ “การคำนวณผลกำไร-ขาดทุน” รัสเซียกลับถอยเพราะ “ภาวะจำยอมทางยุทธศาสตร์” มอสโกซึ่งเคยเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงที่แข็งแกร่งกว่าจีน (ผ่านการส่งทหารรับจ้าง Wagner Group และเครื่องบินทิ้งระเบิด Tu-160 ในอดีต) กลับนิ่งเงียบอย่างผิดปกติ สาเหตุที่รัสเซียไม่ยื่นมือเข้าช่วยเวเนซุเอลา สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

               1. ผลพวงจากสงครามยูเครน (The Ukraine Legacy) ในปี 2026 รัสเซียยังคงบอบช้ำและสูญเสียทรัพยากรทางทหารมหาศาลไปกับความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกที่ยืดเยื้อ ศักยภาพในการฉายภาพอำนาจ (Power Projection) ข้ามทวีปของรัสเซียลดต่ำลงอย่างมาก การเปิดแนวรบใหม่ในทวีปอเมริกาเพื่อปกป้องมาดูโร คือภารกิจฆ่าตัวตายทางยุทธศาสตร์ที่มอสโกไม่มีทรัพยากรเพียงพอจะรองรับ

               2. ดีลลับแห่งขั้วอำนาจ (The Spheres of Influence Deal) มีความเป็นไปได้สูงในทางรัฐศาสตร์ว่า รัสเซียและรัฐบาลทรัมป์อาจมี “ความเข้าใจร่วมกัน” (Tacit Understanding) ในลักษณะต่างตอบแทน มอสโกอาจเลือกที่จะ “ปล่อย” เวเนซุเอลา เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ลดแรงกดดันหรือยอมรับสถานะของรัสเซียในยูเครนและยุโรปตะวันออก นี่คือการเมืองแบบ Realpolitik ที่มองโลกเป็นกระดานหมากรุก ซึ่งเบี้ยตัวหนึ่ง (เวเนซุเอลา) อาจถูกสละเพื่อรักษาขุน (ความมั่นคงชายแดนรัสเซีย) ไว้

               3. ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพภายใน รัฐบาลเครมลินตระหนักดีว่า การเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและการเมืองภายในยังเปราะบาง อาจนำไปสู่จุดจบของระบอบปูตินเอง รัสเซียจึงเลือกที่จะรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายในบ้าน แทนการผจญภัยในต่างแดน

                #บทสรุป: ฉากทัศน์ใหม่ของโลกหลายขั้ว เหตุการณ์จับกุมนิโคลัส มาดูโร และท่าทีที่เงียบงันของจีนและรัสเซีย ได้ฉายภาพความจริงใหม่ของระเบียบโลกปี 2026 ว่า แม้โลกจะก้าวสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity) ทางเศรษฐกิจ แต่ในทางความมั่นคงและการทหาร “ภูมิศาสตร์” (Geography) ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด

               สหรัฐฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าในซีกโลกตะวันตก ตนยังคงเป็นเจ้าผู้ครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียว (Hegemon) การที่จีนเลือกผลประโยชน์ทางการค้า และรัสเซียติดหล่มปัญหาของตนเอง ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็น “รัฐโดดเดี่ยว” (Pariah State) ที่ไร้คนคุ้มกัน บทเรียนนี้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐเล็กรัฐน้อยทั่วโลกว่า ในยามวิกฤตความมั่นคง “พันธมิตรระยะไกล” อาจไม่ใช่อรุณรุ่งแห่งความหวัง แต่เป็นเพียงภาพลวงตาทางยุทธศาสตร์เท่านั้น

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน