การย้ายถิ่นของ “ครอบครัวมหาเศรษฐี” ไม่ได้เป็นเพียงข่าวซุบซิบในแวดวงไฮเอนด์อีกต่อไป หากแต่กำลังกลายเป็นคลื่นเคลื่อนย้ายทุนครั้งใหญ่ ที่สั่นสะเทือนภูมิรัฐศาสตร์โลก ผู้เชี่ยวชาญประเมินกันว่า นี่อาจเป็นการย้ายความมั่งคั่งภาคเอกชน “ครั้งใหญ่ที่สุด” เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
แรงผลักไม่ได้มาจากโอกาสใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นโยบายรัฐที่เปลี่ยนฉับพลัน และความตึงเครียดระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาซึ่งดูแลลูกค้าระดับอภิมหาเศรษฐี (Ultra-High-Net-Worth) ซึ่งมีความมั่งคั่งอย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 900 ล้านบาท) ขึ้นไป ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ว่า ความต้องการบริการย้ายถิ่นฐานข้ามประเทศ การวางแผนขอถิ่นพำนัก และการขอสัญชาติใหม่ เพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
รายงานของ UBS ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติสัญชาติสวิส ระบุว่า จากกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐี 87 รายที่สำรวจ พบว่า 36% ได้ย้ายถิ่นฐานอย่างน้อยหนึ่งครั้งแล้วในปี 2025 ขณะที่อีก 9% กำลังพิจารณาจะย้าย โดยในกลุ่มมหาเศรษฐีอายุ 54 ปีลงมา มีถึง 44% ที่ย้ายถิ่นฐานในปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐานเพื่อการลงทุน ชี้ให้เห็นถึงขนาดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยในปี 2025 บริษัทได้รับการสอบถามจากผู้คนถึง 218 สัญชาติ และมีการยื่นคำขอจาก 100 สัญชาติ ครอบคลุม 95 ประเทศ เพื่อเข้าร่วมโครงการขอถิ่นพำนัก และสัญชาติมากกว่า 40 โครงการ อีกทั้งจำนวนคำขอ ยัง “เพิ่มขึ้น 28%” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในอดีต ครอบครัวที่มั่งคั่ง มักเลือกย้ายไปยังประเทศที่มีการเมืองมั่นคง ปลอดภัย ภาษีต่ำ และมีคุณภาพชีวิตสูง แต่สิ่งที่ “เปลี่ยนไป” คือ วันนี้พวกเขาไม่ได้มองประเทศแค่ในมุม “น่าอยู่” อีกต่อไป พวกเขาเริ่มมอง “ความเสี่ยงของประเทศ” เหมือนกับความเสี่ยงทางการเงิน เช่นเดียวกับการลงทุนหุ้นหรือพันธบัตร ที่จำเป็นต้อง “กระจายความเสี่ยง”
ดีเพช อาการ์วาล กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Farro & Co. ผู้ให้บริการโซลูชันด้านการย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ครอบครัวต่างๆ ตระหนักมากขึ้นว่า นโยบายของรัฐสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว กฎระเบียบอาจเข้มงวดขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สามารถปะทุขึ้นได้โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า” เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า คนร่ำรวยกำลังมองเรื่องที่อยู่อาศัย และตัวเลือกด้านสัญชาติ ด้วยแนวคิดเดียวกับการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป หากนโยบายหรือสถานการณ์ทางการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการย้ายถิ่นฐานในปัจจุบันมีอยู่ 2 ประการ โดยอันดับแรกคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” และความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง นโยบายที่ในอดีตอาจใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้น วันนี้สามารถถูกผลักดันให้เกิดผลได้ ภายในวาระทางการเมืองเพียงรอบเดียว สิ่งที่เคยเป็นเพียงปัจจัยเบื้องหลังอย่างภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบาย บัดนี้ได้กลายมาเป็น “ปัจจัยหลัก” ในการตัดสินใจเลือกถิ่นพำนัก โดยครอบครัวเหล่านี้ให้ความสำคัญกับความเป็นกลางของประเทศ ความแข็งแกร่งของสถาบัน และความมั่นคงของหลักนิติธรรมมากขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างล่าสุดคือ “สหราชอาณาจักร” ซึ่งได้ยกเลิกระบบภาษีสำหรับผู้มีสถานะ “ไม่พำนักถาวร” ที่เรียกว่า Non-Domicile Tax Regime ในเดือนเมษายน 2025 หลังใช้มายาวนานกว่า 200 ปี
การยกเลิกดังกล่าว ทำให้รายได้ของผู้พำนัก อาจต้องถูกเก็บภาษีเต็มรูปแบบ จนบรรดามหาเศรษฐีที่อยู่ในประเทศต้องประเมินใหม่อย่างจริงจังว่า “จะยังอยู่ต่อดีหรือไม่”
Henley & Partners ประเมินว่า ในปี 2025 สหราชอาณาจักรจะมีมหาเศรษฐีย้ายออกสุทธิราว 16,500 คน คิดเป็นมูลค่าความมั่งคั่งที่ออกไปประมาณ 92,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 9,500 คนในปี 2024 เสรีภาพที่เลือกได้ คนรวยยุคใหม่ไม่ผูกชีวิตไว้กับรัฐเดียว ปัจจัยสำคัญอีกข้อที่ผลักดันการย้ายถิ่นของคนรวยคือ “แรงจูงใจ” ในอดีตการย้ายถิ่นมักขับเคลื่อนด้วยความหวัง และโอกาส เช่น การเติบโตทางธุรกิจ โอกาสใหม่ๆ หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ปัจจุบัน การย้ายถิ่นมีลักษณะ “เชิงป้องกัน” มากขึ้น
ผลสำรวจประจำปีของบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีนานาชาติ Greenback ระบุว่า สัดส่วนชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ และกำลังพิจารณาสละสัญชาติ “เพิ่มขึ้นเป็น 49%” ในปี 2025 จาก 30% ในปีก่อนหน้า โดย 51% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้เหตุผลว่า ไม่พอใจกับรัฐบาลหรือทิศทาง ทางการเมืองของสหรัฐ คนรวยแห่ย้ายเข้า UAE-สิงคโปร์ แม้การย้ายถิ่นจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่เงินทุน และบุคลากรที่มีศักยภาพ กลับกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศที่มีนโยบายคาดการณ์ได้ และระบบกฎหมายเข้มแข็ง อันดับหนึ่งคือ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” (UAE) ซึ่งที่ปรึกษาหลายรายมองว่า เป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในรอบนี้ ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่มีภาษีความมั่งคั่ง และภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ และมีโครงการ “Golden Visa” ที่ยืดหยุ่น
Golden Visa คือ โครงการที่เปิดทางให้ชาวต่างชาติได้รับถิ่นพำนักระยะยาว และบางกรณีสามารถต่อยอดไปสู่สัญชาติได้ โดยแลกกับการลงทุน เช่น อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล หรือธุรกิจในประเทศ
โดมินิก โวเล็ก หัวหน้าฝ่ายลูกค้าระดับบุคคลของ Henley & Partners กล่าวว่า “ชัดเจนว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวที่มั่งคั่ง”
Henley & Partners ประเมินว่า “UAE” มีมหาเศรษฐีย้ายเข้าสุทธิ 9,800 คนในปีที่ผ่านมา “มากที่สุดในโลก” ในยุโรป ประเทศอย่างโปรตุเกส และกรีซ ยังคงดึงดูดความสนใจผ่านโครงการ Golden Visa ขณะที่อิตาลี, โมนาโก และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นจุดหมายของครอบครัวที่ต้องการเสถียรภาพระยะยาว และความแน่นอนด้านภาษี
อีกประเทศที่โดดเด่นคือ “สิงคโปร์” โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านกฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีเกณฑ์การเข้าถึงที่สูงขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศหน้าใหม่ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่น โครงการ Premium Residency ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งออกใบอนุญาตแล้วมากกว่า 8,000 ใบ หลังการขยายโครงการในปี 2024
โครงการสัญชาติในกลุ่มประเทศแคริบเบียน เช่น แอนติกา และบาร์บูดา, เกรนาดา และเซนต์คิตส์ และเนวิส ซึ่งมักถูกใช้เป็นทางเลือกเสริมควบคู่กับกลยุทธ์พำนักในยุโรป ท้ายที่สุด ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งระบุชัดว่า การย้ายถิ่นของทุนส่วนบุคคลไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์เล็กๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็น “กระแสหลัก” ของโลกการเงินยุคใหม่แล้ว
ที่มา SocialeyesThailand ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
พลวัตของอัตราแลกเปลี่ยนเยน-ดอลลาร์ และความเปราะบางของระบบการเงินสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ สก็อตต์ เบสเซนต์ /โดย: ดร.Force
ดีเอสไอ จัดประชุมเครือข่ายระดมผลิตชิ้นงานเชิงป้องกันภัยไซเบอร์
1,700 ล้านบาทกับฟุตบอลโลก 2026 ถึงเวลา “ตื่น” จากประชานิยมดูฟรี สู่โลกแห่งความเป็นจริง /โดย: Dr.Force
นัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเจตนารมณ์ทางยุทธศาสตร์ผ่านสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน : ผลกระทบต่อระเบียบโลกและข้อเสนอแนะต่อความมั่นคงแห่งชาติของประเทศไทย /โดย ดร.Force
DSI ร่วม ตม.1 จับแม่เล้าหลอกชาวแทนซาเนียด้วยกันค้ากาม อ้างไสยศาสตร์มนต์ดำ
ยุติธรรม ดีเอสไอ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปปง. ถกวงใหญ่กับสภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี ปิดช่องจดทะเบียนนอมินีต่างชาติ
DSI รวบผู้ต้องหาฟอกเงิน Forex-3D คาหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังพ้นโทษคดีอื่น ฝากขังต่อศาลอาญา
ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: บทเรียนจากการปรับโครงสร้างอุดมศึกษาจีนและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย /โดย: Dr.Force