“วัฒนธรรมสีเทา” ในสังคมไทย /โดย: ดร.Force

1960171

    ในเงามัวที่คุ้นเคย: เมื่อความถูกต้องพ่ายแพ้ต่อความพึงพอใจ

              กลางแสงแดดจ้าของเมืองไทย กลับมีม่านหมอกสีเทาจาง ๆ ปกคลุมอยู่ทั่วยุคสมัย ม่านหมอกนี้ไม่ใช่ฝุ่นควัน แต่มันคือ “วิถี” ที่เราต่างสูดดมและใช้ชีวิตอยู่กับมันจนกลายเป็นลมหายใจเดียวกัน  คำกล่าวที่ว่า “มีเรา ไม่มีเทา” จึงฟังดูเหมือนนิทานก่อนนอนที่สวยงาม แต่ในโลกความเป็นจริง หลายคนกลับตั้งคำถามด้วยความหวาดหวั่นในใจว่า “หากปราศจากเงามัวเหล่านี้ แล้วเฟืองจักรของประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไร?”

              ในดินแดนแห่งนี้ สีเทาไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่มันคือ “ค่ามาตรฐาน” ของการดำรงอยู่ มันไม่ใช่แค่อาชญากรรมฉกชิงวิ่งราว แต่มันแทรกซึมอยู่ในอณูเล็ก ๆ ของการติดต่อประสานงาน ในรอยยิ้มที่มีเลศนัย และในประโยคที่รู้กันดีว่า “ทำตามกฎอาจจะเสร็จ แต่ทำตามใจ (ผู้ใหญ่) นั้นเสร็จไวและได้ดีกว่า”  เราเติบโตมาในสังคมที่สอนให้ท่องจำเรื่องระเบียบวินัย แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นประจักษ์กับตาว่า “การรู้จักคนคุมแถว” นั้นทรงพลังกว่าการยืนต่อแถวอย่างอดทนเพียงใด เราถูกสอนเรื่องความตรงต่อเวลา แต่หากมีเสียงสายนอกเหนือจากตารางเวลาโทรมาสั่งการ ทุกกฎเกณฑ์ก็พร้อมจะยืดหยุ่นและรอคอยได้เสมอ

               ระบบนี้สร้างบทเรียนที่เจ็บปวดให้แก่ผู้ซื่อตรงว่า ความรวดเร็วมีราคาที่ต้องจ่ายเป็น “ซองใต้โต๊ะ” และความราบรื่นมีเงื่อนไขคือ “สายสัมพันธ์”  ใครที่ยืนกรานจะทำตามกติกาอย่างเคร่งครัด มักจะพบว่าตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านเกิด เอกสารที่ครบถ้วนถูกวางทิ้งจนฝุ่นจับ ลำดับคิวที่ไม่เคยขยับขับเคลื่อน เพียงเพราะเขาเหล่านั้น “ไม่เข้าใจระบบ” หรือถูกตราหน้าว่า “ไม่รู้จักประนีประนอม” ในขณะที่คนซึ่งใช้ทางลัดกลับได้รับการยกย่องว่าเฉลียวฉลาด ผู้ที่จ่ายหนักถูกสรรเสริญว่าเป็นผู้มีศิลปะในการบริหารความสัมพันธ์

               นี่คือระบบรางวัลที่บิดเบี้ยว (Bad Reward System) ที่ลงโทษคนซื่อสัตย์และให้รางวัลแก่ความแนบเนียน มันคือวัฒนธรรมที่เปลี่ยนคำว่า “เกรงใจ” ให้กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความถูกต้องไปสู่ความสะดวกสบาย และเปลี่ยนความสว่างไสวให้กลายเป็นความน่ารำคาญ  เงินสีเทาในสังคมนี้จึงไม่ใช่แค่ธนบัตร แต่มันคือโลหิตที่สูบฉีดเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ให้เติบใหญ่ มันคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดผู้คนไว้ด้วยบุญคุณและความภักดี หลายครั้งที่เราเลือกจะหลับตาข้างหนึ่งต่อความไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เพราะเราชื่นชมมัน แต่เพราะเรากลัวว่าหากแสงไฟส่องสว่างจนเกินไป ความคุ้นชินที่เราเคยได้รับประโยชน์จะพังทลายลง เมื่อใดก็ตามที่มีความพยายามจะ “ล้างบางสีเทา” เสียงคัดค้านที่ดังขึ้นจึงไม่ได้มาจากอุดมการณ์ที่ต่างกัน แต่มันมาจากสัญชาตญาณความกลัว… กลัวว่าถ้าไม่มีสีเทาให้ยึดเหนี่ยวแล้ว ฉันจะเหลือที่ยืนตรงไหน? เราจึงอยู่ในประเทศที่ศีลธรรมกลายเป็นสิ่งกำกวมที่ต้องผ่านการเจรจาต่อรอง และถูกตีความใหม่ตามวิจารณญาณของผู้มีอำนาจผ่านกระบวนการต่างๆ หรือผ่านองค์กรอิสระที่ไม่อิสระจริง!!

               บทสรุปที่น่าเศร้า คือ สีเทาไม่ได้ดำรงอยู่ได้เพราะความเข้มแข็งของมันเอง แต่มันอยู่ได้เพราะ “การยอมรับ” ของพวกเราทุกคน ตราบใดที่เรายังมองว่าความสะดวกสบายสำคัญกว่าความถูกต้อง และมองว่าคนที่อยากเปลี่ยนระบบคือคนที่ไม่เข้าใจโลก ตราบนั้นเงามัวจะยังคงปกคลุมสังคมต่อไป บางที สิ่งที่เราหวาดกลัวที่สุดอาจไม่ใช่ความมืดดำของคอร์รัปชัน แต่มันคือวันที่ “แสงแห่งความโปร่งใส” สาดส่องลงมาจนถึงที่สุด… จนเราพบว่าในโลกที่ทุกอย่างตรงไปตรงมาตามกติกา เรากลับกลายเป็นคนไร้ความสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยปราศจากเส้นสายเดิม ๆ ที่เคยคุ้มครองนั่นเอง

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน