ภายใต้แสงแดดจ้าของเมืองไทย เราต่างรู้ดีว่ามีม่านหมอกสีเทาจาง ๆ ปกคลุมอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก มันไม่ใช่แค่เรื่องของการแซงคิว การฝากลูกเข้าโรงเรียน หรือซองใต้โต๊ะในราชการ แต่มันได้ลามไปถึงหัวใจสำคัญที่สุดของระบอบที่เราภูมิใจเรียกมันว่า “ประชาธิปไตย”
เราต่างเคยได้ยินกับคำกล่าวที่ว่า “ระวังทุนเทาจะครองเมือง!!” แต่มันกลับฟังดูว่างเปล่าและไร้น้ำหนัก เมื่อเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการเลือกตั้ง ทุกครั้งที่มหกรรมเข้าคูหาเวียนมาถึง เราไม่ได้สัมผัสถึงความหวังอันเรืองรองอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับสัมผัสได้ถึง “กลิ่นอายอันคุ้นเคย” ของความไม่ชอบมาพากล มันคือความลับที่รู้กันทั้งประเทศ (Open Secret) ตั้งแต่เสียงกระซิบใน “คืนหมาหอน” ที่ธนบัตรสะพัดปลิวว่อนไปตามประตูบ้าน แลกกับสิทธิเสียงที่ควรจะเป็นเจตจำนงเสรีของผู้คน แต่การเลือกตั้งปี 69 นี้ มีกลยุทธแพรวพราวกว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
เราเห็นภาพเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า… การนับคะแนนที่หยุดชะงักอย่างมีเงื่อนงำ ไฟที่ดับลงวูบหนึ่งพร้อมตัวเลขที่เปลี่ยนไป บัตรเลือกตั้งที่งอกเงยเกินจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือกติกาพิสดารที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทนโท่ต่อสายตาประชาชนนับล้าน เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ว่ามีการโกง แต่เจ็บปวดเพราะเรารู้เห็นเต็มสองตา “แต่ทำอะไรไม่ได้”
เพราะในดินแดนสีเทาแห่งนี้ ผู้ที่มีอำนาจตัดสิน ผู้ที่ควรถือตราชั่งแห่งความยุติธรรม กลับเลือกที่จะเอามือ “ปิดตาข้างหนึ่ง” ไว้เสมอ พวกเขามองข้ามหลักฐานที่กองอยู่ตรงหน้า มองข้ามเสียงตะโกนท้วงติงของประชาชน แล้วปล่อยให้กระบวนการที่บิดเบี้ยวไหลผ่านไปราวกับเป็นเรื่องปกติ คนทำผิดที่จ่ายไหว หรือมีขั้วอำนาจหนุนหลัง กลับเดินเข้าสภาฯ อย่างสง่าผ่าเผย ในขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยที่เรียกร้องความโปร่งใส กลับถูกมองว่าเป็นตัวป่วน เป็นคนที่ไม่เข้าใจ “ความเป็นจริงของประเทศ”
สภาวะนี้สร้างความรู้สึก “ชามือ” ให้กับสังคม เราเริ่มหมดแรงที่จะโกรธ เราเริ่มยอมรับอย่างจำนนว่า “มันก็เป็นแบบนี้แหละ” แล้วก้มหน้าก้มตาทำมาหากินต่อไปในระบบที่กัดกินเราอยู่ทุกวัน แต่ในความเงียบงันนั้น ขอให้เราลองถามใจตัวเองดูอีกครั้ง… เราทุกคนต่างบอกว่าเรารักแผ่นดินนี้ เรายืนตรงเคารพธงชาติด้วยความภาคภูมิใจ เราสอนลูกหลานให้เป็นคนดี แต่เรากลับกำลังส่งต่อ “ประเทศสีเทา” ที่ความถูกต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจมืด ให้กับพวกเขาอย่างนั้นหรือ? เหมือนที่ผมมักพูดบ่อย ๆ ว่า “ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน”
เราจะปล่อยให้คูหาเลือกตั้ง เป็นเพียงพิธีกรรมชุบตัวคนโกงต่อไป โดยที่เราได้แต่นั่งมองตาปริบๆ และบ่นกันเองในวงสนทนาแค่นั้นหรือ? คำถามสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครโกง หรือ โกงอย่างไร เพราะคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่า… “คนไทยที่บอกว่ารักชาติทุกคน จะยอมก้มหน้าใช้ชีวิตอยู่กันแบบนี้… ต่อไปเรื่อย ๆ จริงหรือ”
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
พลวัตของอัตราแลกเปลี่ยนเยน-ดอลลาร์ และความเปราะบางของระบบการเงินสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ สก็อตต์ เบสเซนต์ /โดย: ดร.Force
ดีเอสไอ จัดประชุมเครือข่ายระดมผลิตชิ้นงานเชิงป้องกันภัยไซเบอร์
1,700 ล้านบาทกับฟุตบอลโลก 2026 ถึงเวลา “ตื่น” จากประชานิยมดูฟรี สู่โลกแห่งความเป็นจริง /โดย: Dr.Force
นัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเจตนารมณ์ทางยุทธศาสตร์ผ่านสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน : ผลกระทบต่อระเบียบโลกและข้อเสนอแนะต่อความมั่นคงแห่งชาติของประเทศไทย /โดย ดร.Force
DSI ร่วม ตม.1 จับแม่เล้าหลอกชาวแทนซาเนียด้วยกันค้ากาม อ้างไสยศาสตร์มนต์ดำ
ยุติธรรม ดีเอสไอ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปปง. ถกวงใหญ่กับสภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี ปิดช่องจดทะเบียนนอมินีต่างชาติ
DSI รวบผู้ต้องหาฟอกเงิน Forex-3D คาหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังพ้นโทษคดีอื่น ฝากขังต่อศาลอาญา
ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: บทเรียนจากการปรับโครงสร้างอุดมศึกษาจีนและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย /โดย: Dr.Force