ทวิลักษณ์ 8 กุมภาฯ : ญี่ปุ่นสู่ยุค “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ส่วนไทยสู่ยุค “มหาดีล” แห่งค่ายสีน้ำเงิน /โดย: ดร.Force

1956786 scaled

     สถานการณ์โลกและการเมืองไทย 12 กุมภาพันธ์ 2026

               วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเอเชีย เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปในญี่ปุ่นและไทยจบลงด้วยชัยชนะของผู้เล่นหน้าเดิมที่ทรงอิทธิพล แต่บริบทของชัยชนะนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่ญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ พาพรรค LDP กวาด 316 ที่นั่ง ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ (Absolute Power) แต่ที่ประเทศไทย พรรคภูมิใจไทย แม้จะผงาดขึ้นมาเป็นแกนนำด้วยจำนวน สส. เกือบ 200 ที่นั่ง (อย่างไม่เป็นทางการ) แต่ยังต้องเผชิญกับ “คณิตศาสตร์การเมือง” ที่ท้าทาย เพราะอำนาจพิเศษของสภาสูงในการโหวตนายกฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว

               1. ญี่ปุ่น: “ซานาเอะ” กับดาบอาญาสิทธิ์ (The Unchecked Power) สำหรับญี่ปุ่น สมการนั้นง่ายและชัดเจน ทาคาอิจิมีเสียงในมือเกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง และเมื่อรวมกับพรรคร่วมรัฐบาล ก็ทะลุ 2 ใน 3 (Supermajority)

                  – ผลลัพธ์: เธอสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียว (หรือพรรคร่วมขนาดเล็ก) ได้ทันที นโยบายการทหารและเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุด (Fast-track) โดยไม่ต้องประนีประนอมกับใคร

               2. ไทย: “ค่ายสีน้ำเงิน” กับภารกิจตามหาเสียงที่หายไป (The Coalition Game) สำหรับประเทศไทย แม้พรรคภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 (เกือบ 200 ที่นั่ง) แต่ในสภาผู้แทนราษฎรที่มี 500 ที่นั่ง ตัวเลข 200 “ยังไม่ใช่เสียงข้างมาก” (ต้องการ 251 เสียงขึ้นไป)

               โจทย์หินของค่ายสีน้ำเงิน

               เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันตัดอำนาจ สว. ในการโหวตเลือกนายกฯ ออกไปแล้ว พรรคภูมิใจไทยจึงไม่สามารถ “ลอยลำ” ได้ด้วยเสียง สว. เหมือนในอดีต พวกเขาจำเป็นต้องหา “พันธมิตร” เพื่อเติมตัวเลขให้เต็มสมการ

                1) เป้าหมายขั้นต่ำ: ต้องหาเพิ่มอีกอย่างน้อย 51-60 เสียง เพื่อให้เกิน 250 เสียง (จัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ปริ่มน้ำ)
                2) เป้าหมายเสถียรภาพ: ต้องรวบรวมให้ได้ 280-300 เสียงขึ้นไป เพื่อความมั่นคงในการบริหาร และป้องกันอุบัติเหตุในสภา

                 ฉากทัศน์การจับขั้ว (Scenario Analysis) นี่คือช่วงเวลาแห่ง “มหาดีล” (Grand Bargain) ที่พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นผู้กำหนดเกม

                 [1] ขั้วอนุรักษ์นิยมใหม่: จับมือกับพรรคกล้าธรรม รวมไทยสร้างชาติ หรือ พลังประชารัฐ ฯลฯ เพื่อรวบรวมเสียงฝั่งเดิม
                [2] ขั้วผสมข้ามสายพันธุ์: กรณีที่ตัวเลขยังไม่ถึง 300 อาจมีความเป็นไปได้ในการดึง พรรคเพื่อไทย หรือ ประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมาก (Super Coalition) แต่ต้องแลกมาด้วยการแบ่งโควตารัฐมนตรีเกรดเอ

1956732 scaled

              3. บทบาทของ “สภาสูงสีน้ำเงิน” (The Legislative Leverage) แม้ สว. จะโหวตนายกฯ ไม่ได้แล้ว แต่การที่เชื่อกันว่าสภาสูงชุดปัจจุบัน (ปี 2024-2029) มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายสีน้ำเงิน ยังคงเป็น “ไพ่ตาย” ที่สำคัญที่สุด

                      – อำนาจต่อรอง: พรรคร่วมรัฐบาลอื่นรู้ดีว่า หากไม่มีไฟเขียวจาก “สภาสูง” กฎหมายสำคัญๆ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านยากมาก ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงยังคงเป็น “ศูนย์กลางอำนาจ” ที่พรรคอื่นเกรงใจ แม้จำนวน สส. จะยังไม่เบ็ดเสร็จก็ตาม

               4. บทสรุป: สองโมเดลแห่งอำนาจ

(1) ญี่ปุ่น: กำลังเข้าสู่ยุค “ผู้นำเดี่ยวที่แข็งกร้าว” ทาคาอิจิจะตัดสินใจรวดเร็ว รุนแรง และเปลี่ยนทิศทางประเทศแบบพลิกฝ่ามือ

(2) ไทย: กำลังเข้าสู่ยุค “การประนีประนอมผลประโยชน์” รัฐบาลภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลที่เน้นการเจรจา แบ่งสรรปันส่วน และบริหารเครือข่าย แม้จะไม่หวือหวาเท่าญี่ปุ่น แต่จะมีความ “เหนียวแน่น” สูง เพราะทุกพรรคร่วมฯ ต่างได้ประโยชน์จากเค้กก้อนนี้

                     สิ่งที่ต้องจับตา: ในสัปดาห์ข้างหน้า พรรคภูมิใจไทยจะเลือก “เจ้าสาว” คนไหนเข้ามาร่วมหอลงโรง? เพราะการตัดสินใจนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของการเติมตัวเลขให้ครบ ใกล้ 300 หรือมากกว่า แต่จะเป็นการกำหนดทิศทางอนาคตประเทศไทย ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ท่ามกลางพายุความขัดแย้งของโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน