นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันนี้ภายหลังการปราศรัยร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดนนทบุรี โดยกล่าวถึง นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่และการกระจายอำนาจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นควบคู่กับการกระจายความเจริญและการพัฒนาสู่ภูมิภาคโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพพิเศษ เช่น 5 จังหวัดปริมณฑลได้แก่ จังหวัดนนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ-สมุทรสาครและนครปฐม ทั้งนี้ จะยกฐานะเป็น “มหานคร (Metropolis)” เพื่อเปิดศักยภาพรายจังหวัดสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่พร้อมผนึกศักยภาพของ กทม. ให้เป็นคานงัดใหม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับโลก
นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. 6 สมัย และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อไปว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปรับโครงสร้างการบริหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะ 5 จังหวัดปริมณฑล และจังหวัดอื่นที่มีศักยภาพสูงเช่น ภูเก็ต ฯลฯโดยการยกฐานะจากจังหวัดภูมิภาค ให้เป็น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใหม่” หรือ “มหานคร” ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร นายอลงกรณ์ กล่าวว่า หากพิจารณาข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคม จะพบว่าพื้นที่ กทม. และ 5 จังหวัดปริมณฑล (Bangkok Metropolitan Region: BMR) มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเกือบ 50% ของ GDP ประเทศ แต่กลไกการบริหารปัจจุบันยังใช้รูปแบบ “จังหวัดภูมิภาค” ที่ต้องรอการสั่งการและจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลาง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเร็วของโลกธุรกิจและความซับซ้อนของปัญหาในพื้นที่
เรากำลังเอารถเฟอร์รารี่มาวิ่งบนถนนลูกรัง โครงสร้างการบริหารแบบเดิมไม่สามารถรองรับศักยภาพมหาศาลของ 5 จังหวัดนี้ได้อีกต่อไป ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ชี้ชัดว่า สมุทรปราการ มีมูลค่าสูงถึง 7-8 แสนล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 4 แสนบาท สูงติด Top 5 ของประเทศ เป็นทั้งประตูสู่โลกผ่านสุวรรณภูมิและฐานผลิตยานยนต์ ในขณะที่ สมุทรสาคร คือครัวของโลกและฮับอาหารทะเล มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเกือบ 4 แสนบาท แต่กลับได้รับการดูแลแบบจังหวัดทั่วไปและเป็นเพียง“เมืองบริวาร”ของกรุงเทพฯ
นายอลงกรณ์ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำของการจัดสรรงบประมาณกับภาระงานจริง โดยเฉพาะปัญหา “ประชากรแฝง” ที่เป็นระเบิดเวลาของการพัฒนาเมือง ปัญหาใหญ่ที่สุด คือระบบงบประมาณที่คิดตามหัวประชากรทะเบียนราษฎร์ แต่ความเป็นจริง 5 จังหวัดนี้แบกรับคนมหาศาล อย่าง สมุทรปราการ มีประชากรตามทะเบียน 1.36 ล้านคน แต่มีแรงงานแฝงในนิคมฯ อีกกว่า 5 แสนคน ปทุมธานี มีนักศึกษาและแรงงานแฝงกว่า 6 แสนคน รวมแล้วต้องดูแลคนเกือบ 2 ล้านคน หรือ สมุทรสาคร ที่มีแรงงานข้ามชาติและประชากรแฝงถึง 4 แสนคน เกือบเท่าตัวของคนในพื้นที่ ทำให้งบประมาณที่ได้รับต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 30-50% ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ขยะล้น และรถติด ที่แก้ไม่ได้เสียทีเพราะท้องถิ่นไม่มีอำนาจและงบประมาณเพียงพอ” อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ยังเปิดเผยพิมพ์เขียว 5 มหานครใหม่ ซึ่งเป็นการวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ของแต่ละมหานครใหม่ เพื่อให้เป็น “ขั้วเศรษฐกิจและเครื่องยนต์ใหม่” (New Growth Engines) ของประเทศ
1. สมุทรปราการมหานคร เป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมสีเขียว (Gateway & Green Industrial Metropolis)
2. ปทุมธานีมหานคร เป็น ศูนย์กลางนวัตกรรม Science Park และการศึกษาชั้นนำ (Innovation & Education Metropolis)
3. สมุทรสาครมหานคร เป็น มหานครอาหารและการค้าระหว่างประเทศ (World Food Metropolis)
4. นนทบุรีมหานคร เป็น มหานครแห่งการอยู่อาศัยคุณภาพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Livable Residential Metropolis)
5. นครปฐมมหานคร เป็น ศูนย์กลางเกษตรอุตสาหกรรมและสุขภาพ (Agro-Industry & Wellness Metropolis)
การเปลี่ยนให้มี ‘ผู้ว่าฯ เลือกตั้ง’ จะทำให้เกิดความรับผิดชอบตรงต่อประชาชน (Accountability) และที่สำคัญคือ ความคล่องตัวทางงบประมาณ ผู้ว่าฯ สามารถหารายได้รูปแบบใหม่ๆ และบริหารภาษีท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนได้ทันที จังหวัดเหล่านี้เป็นผู้หารายได้ส่งคลังมหาศาล ทั้งภาษีสรรพากร ศุลกากร และสรรพสามิต ควรได้รับสิทธิ์ในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน” ข้อเสนอนี้ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ แต่คือการระเบิดพลังทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เปลี่ยนไทยจากการโตเดี่ยวที่กรุงเทพฯ สู่การโตเป็นกลุ่มก้อน (Polycentric Development) ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานอนาคตประเทศให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน” นายอลงกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา Alongkorn ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา SocialeyesThailand
………………………………………………………………………………………………………………………………..






เรื่องน่าอ่าน
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality) และการแปรสภาพภูมิยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งแห่งชาติ ในยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ /โดย Dr.Force
ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการกระจายความเสี่ยง (De-risking Hub) ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก /โดย: ดร.Force
การปรับกระบวนทัศน์ในการระงับข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา : จากการยกเลิก MOU 44 สู่การเจรจาภายใต้กรอบ UNCLOS 1982 /โดย: Dr.Force
ข่าวดีสวนกระแส!!! ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจ เที่ยวสยามอะเมซิ่งพาร์ค ฟรี! 9-13 พ.ค. 2569 สนุกไม่อั้น สวนน้ำ สวนสนุกทั้งวัน
ผู้เสียหายร้องเรียน ดีเอสไอ เพื่อรับคดี “แอ็คมี่-วรวัฒน์” โกงลงทุนคริปโตฯ สูญเงินพันล้าน เป็นคดีพิเศษ
DSI สนธิกำลัง ตม. จับกุมหญิงสิงคโปร์ เครือข่ายนอมินี ทำธุรกิจเกาะสมุย
DSI จับกุมผู้ต้องหาบัญชีม้า – พนันออนไลน์ คาสนามบินดอนเมือง
นัยยะทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจจากการถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) /โดย Dr.Force