“แลนด์บริดจ์” บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก ยุทธศาสตร์แห่งโอกาสและสมดุลอำนาจที่ไทยต้องเป็นผู้กำหนด /โดย: ดร.Force

407379

      กระแสข่าวการกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดระนองจนราคาพุ่งทะยานหลายเท่าตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้ในทางกฎหมายการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จจะเป็นไปได้ยาก และอาจมีปัจจัยเรื่องการเก็งกำไรปะปนอยู่ แต่ปรากฏการณ์นี้คือ “สัญญาณเตือน” ที่ชัดเจนที่สุดว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ (ระนอง-ชุมพร) หรือ โครงการ Landbridge ไม่ใช่เพียงแค่อภิมหาโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศอีกต่อไป แต่นี่คือ “ทำเลทองทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitics) ที่กำลังถูกจับจ้องจากมหาอำนาจทั่วโลกอย่างตาเป็นมัน

               หากวิเคราะห์ลึกลงไปในแรงจูงใจของกลุ่มทุนหลักที่แสดงความสนใจ จะพบว่าทุกประเทศล้วนมี “วาระซ่อนเร้นทางยุทธศาสตร์” ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองทั้งสิ้น

               <จีน> (China): มองแลนด์บริดจ์เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการทลาย “ช่องแคบมะละกา” (Malacca Dilemma) ซึ่งเป็นจุดเปราะบางทางความมั่นคงด้านพลังงานของจีน การมีเส้นทางลัดนี้จะสอดรับกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างสมบูรณ์

               <ซาอุดีอาระเบีย> (Saudi Arabia): ไม่ได้มองเพียงแค่ทางผ่านโลจิสติกส์ แต่วางหมากยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ของไทยให้เป็น “ฮับพลังงานและปิโตรเคมี” แห่งใหม่ของเอเชีย เพื่อกระจายน้ำมันสู่มหาอำนาจตะวันออกโดยไม่ต้องพึ่งพาระยะทางที่อ้อมไกล

               <ญี่ปุ่น> (Japan): ในฐานะเจ้าถิ่นที่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมเดิมในไทย ญี่ปุ่นต้องการใช้เส้นทางนี้เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ในการส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา เพื่อรักษาสถานะความสามารถในการแข่งขัน

               [ ยุทธศาสตร์การถ่วงดุล: บททดสอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศแบบ “ไผ่ลู่ลม” ]

               อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้เม็ดเงินลงทุนและอิทธิพลจากฝั่ง “ตะวันออกและตะวันออกกลาง” (เช่น จีน และ ซาอุฯ) ไหลบ่าเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักแต่เพียงฝ่ายเดียว อาจนำมาซึ่ง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ในระยะยาว ประเทศไทยท่ามกลางสภาวะแบ่งขั้วอำนาจโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดนโยบายและวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการ “ถ่วงดุลอำนาจและเม็ดเงินลงทุนระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออก” หากโครงการนี้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งมากเกินไป ไทยอาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง หรือเผชิญกับการคว่ำบาตรทางอ้อมจากอีกขั้วอำนาจ รัฐบาลจึงต้องมีกุศโลบายในการดึงดูดและจัดสรรพื้นที่ให้ “นักลงทุนจากชาติตะวันตก” (เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป) เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในมิติของการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว (Green Tech) การบริหารจัดการท่าเรือ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อสร้างสภาวะ “คานอำนาจ” ที่ทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในแผ่นดินไทย ซึ่งจะกลายเป็นเกราะป้องกันภัยทางการเมืองระหว่างประเทศที่ดีที่สุด

               [ ดาบสองคม: การปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติบนผืนแผ่นดินเกิด ]

               เมื่อเม็ดเงินมหาศาลจากนานาชาติเตรียมทะลักเข้ามาดั่งสึนามิ โอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนย่อมเปิดกว้าง แต่ในขณะเดียวกัน “ความท้าทาย” ที่รออยู่ก็สาหัสไม่แพ้กัน รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ตัวเลขการลงทุนมาบดบังวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ปัญหาการเก็งกำไรที่ดินที่ผลักดันให้คนท้องถิ่นกลายเป็นคนชายขอบ ค่าครองชีพที่อาจดีดตัวสูงขึ้น และอันตรายจากการครอบงำทางเศรษฐกิจผ่านกระบวนการ “นอมินี” (Nominee) เป็นสิ่งที่ต้องถูกสกัดกั้นด้วยกฎหมายและการบังคับใช้ที่เฉียบขาดและโปร่งใส รวมถึงการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา

               [ บทสรุป ]

               โครงการ Landbridge คือไพ่ใบสำคัญที่สุดที่ประเทศไทยมีอยู่บนกระดานเศรษฐกิจและการเมืองโลก รัฐบาลจำเป็นต้องมี “กติกาที่เข้มแข็งและวิสัยทัศน์ที่แหลมคม” ในการเปิดประตูรับทุนยักษ์ใหญ่ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างขั้วอำนาจตะวันตกและตะวันออก ควบคุมโซนนิ่ง และกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชนอย่างแท้จริง

               หากไร้ซึ่งยุทธศาสตร์การถ่วงดุลที่ชาญฉลาดและมาตรการปกป้องคนในชาติที่รัดกุม โครงการระดับโลกนี้อาจแปรสภาพเป็นเพียงการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” และท้ายที่สุด คนไทยอาจถูกลดทอนสถานะลงเป็นเพียง “ผู้ชม” ที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแสนแพง… ในบ้านของตัวเอง

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน