“กองทุนยุทธศาสตร์อาเซียน” เมื่อญี่ปุ่นอัดฉีด 3 แสนล้านสกัดโดมิโนฮอร์มุซ เบื้องหลังหมากรุกพลังงานที่มากกว่าคำว่าช่วยเหลือ /โดย: Dr.Force

416908

               วิกฤตการณ์ปิดล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงตลาดน้ำมันโลก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหวต่อเศรษฐกิจเอเชีย การประกาศอัดฉีดเงินกู้ฉุกเฉินมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.19 แสนล้านบาท) โดยนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงแค่ความช่วยเหลือระดับทวิภาคี แต่เป็นการเดินหมากทางยุทธศาสตร์ที่ล้ำลึก ด้วยการตั้ง “กองทุนรวมฉุกเฉินสำหรับภูมิภาคอาเซียน” เพื่อรักษาสมดุลของภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic Statecraft) และปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่นเอง

              [ วิเคราะห์เจาะลึกถึงนัยยะซ่อนเร้นของกองทุนภูมิภาคก้อนนี้ และผลกระทบต่อประเทศไทย ]

              1. กองทุนรวมระดับภูมิภาค: สกัด “โดมิโนแห่งความพินาศ” (The Regional Shield) วงเงิน 3.19 แสนล้านบาทนี้ ไม่ใช่เม็ดเงินที่ให้ประเทศไทยกู้ยืมแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็น “กรอบวงเงินรวม” สำหรับชาติพันธมิตรในอาเซียนทั้งหมด เอเชียพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 70-80% กรณีของบังกลาเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันหมดประเทศ เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับแดง หากปล่อยให้วิกฤตลุกลาม อาเซียนจะเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงาน (Energy Shortage) และเงินเฟ้อรุนแรง การที่ญี่ปุ่นโยน “ห่วงยางทางการเงิน” ขนาด 1.2 พันล้านบาร์เรลลงมาเป็นกองกลาง จึงเป็นการสร้างตาข่ายรองรับความปลอดภัย (Safety Net) ให้กับทั้งภูมิภาค เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้โดมิโนทางเศรษฐกิจล้มครืนลงมา

               2. ยุทธศาสตร์พิทักษ์ “ห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Resilience) เบื้องหลังเม็ดเงินมหาศาล คือการปกป้องเครือข่ายธุรกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเอง ปัจจุบัน อาเซียนคือฐานการผลิตและประกอบชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ การกระจายสิทธิ์การกู้ยืมให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาค เป็นเพราะญี่ปุ่นตระหนักดีว่า ห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันเหนียวแน่น หากโรงงานในไทยเดินหน้าได้ แต่เวียดนามหรืออินโดนีเซียต้องดับเครื่องยนต์เพราะไม่มีน้ำมัน สายพานการผลิตรวมก็สะดุดอยู่ดี
              ญี่ปุ่นเลือกที่จะใช้ “เงินทุน” เข้าแก้ปัญหาสภาพคล่องให้เพื่อนบ้าน เพื่อให้ฐานการผลิตในต่างแดนยังเดินหน้าต่อได้ โดยที่ญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องแตะต้องคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ในประเทศของตนเอง นี่คือการบริหารความเสี่ยงระดับมาสเตอร์พีซที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

              3. ไทยกับสัดส่วนในกองทุนรวม: การต่อลมหายใจที่ต้องวางแผนระยะยาว สำหรับประเทศไทย การได้รับสิทธิ์เข้าถึงแหล่งเงินกู้ฉุกเฉินร่วมกับเพื่อนบ้านอาเซียน เปรียบเสมือนการได้ “เครื่องช่วยหายใจ” ที่ทำให้เราสามารถนำเงินไปช่วงชิงน้ำมันในตลาดโลกที่มีราคาแพงลิ่ว และพยุงเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้พังทลาย แต่ในความเป็นจริง เราต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อเข้าถึงสภาพคล่องจากกองทุนรวมก้อนนี้ด้วย

               ยิ่งไปกว่านั้น ต้องไม่ลืมว่า “เงินกู้ ก็คือ หนี้” การกู้เงินมาเพื่ออุดหนุนการบริโภคพลังงานที่เผาไหม้แล้วหมดไป ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน รัฐบาลไทยต้องใช้เวลาที่ซื้อมาได้นี้ เร่งทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) อย่างจริงจัง ทั้งการกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้าน้ำมัน และการขยายคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของชาติให้มีสายป่านที่ยาวขึ้น

               [ บทสรุป ]

               ดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน “ความมั่นคงทางพลังงาน” คือ “ความมั่นคงของชาติ” ญี่ปุ่นได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อต ด้วยการใช้อำนาจทางการเงินโอบอุ้มทั้งภูมิภาคเพื่อปกป้องเส้นเลือดใหญ่ของตนเอง ประเทศไทยจึงต้องเรียนรู้จากวิกฤตนี้ว่า การพึ่งพากองทุนฉุกเฉินจากภายนอก เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานด้วยตนเองต่างหาก คือยุทธศาสตร์ความอยู่รอดที่แท้จริง

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน