รอยร้าวแห่งพันธมิตรตะวันตก และรุ่งอรุณของ “ระเบียบโลกแบบเอกเทศ” (Strategic Autonomy) /โดย: Dr.Force

417000

             “เมื่อความอยู่รอดของชาติ สำคัญกว่าอุดมการณ์ร่วมของพันธมิตร” ปรากฏการณ์ที่อิตาลี ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) ตัดสินใจ “หักดิบ” สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ด้วยการระงับข้อตกลงทางทหารปี 2005 และปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานโจมตีอิหร่าน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงรอยเลื่อนระดับโครงสร้างในระเบียบโลก (World Order) เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการทูตชั่วคราว หรือการปะทะคารมระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำอิตาลี แต่มันคือ “สัญญาณเตือนภัย” (Early Warning Signal) ว่ายุคทองของความเป็นปึกแผ่นในโลกตะวันตกภายใต้ร่มเงาของสหรัฐฯ (Pax Americana) กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่ไม่อาจหวนกลับ

              1. จากอุดมการณ์สู่ “สัจนิยมทางการเมือง” (Realpolitik) หากเรามองผ่านเลนส์ของทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปรากฏการณ์นี้คือการกลับมาของ “รัฐศาสตร์สัจนิยม” (Realpolitik) อย่างเต็มรูปแบบ
                   1.1 การปฏิเสธของอิตาลี: เป็นการส่งสัญญาณว่า ชาติยุโรปเริ่มตระหนักถึงต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ของการเดินตามยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อย่างไร้ข้อกังขา การใช้แผ่นดินยุโรปเป็นฐานยิงสู่ตะวันออกกลาง มีความเสี่ยงสูงที่จะดึงยุโรปเข้าสู่การเป็น “คู่ขัดแย้งโดยตรง” กับอิหร่านและพันธมิตร
                   1.2 โดมิโนทางความขัดแย้ง: การที่อดีตนายกฯ โอลาฟ ชอลซ์ (Olaf Scholz) ของเยอรมนี เคยส่งสัญญาณเตือนอิสราเอล จนนำมาสู่วาทกรรมตอบโต้ที่รุนแรง และความพยายามปรับเปลี่ยนท่าทีของผู้นำเยอรมนีคนปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า “เช็คเปล่า” (Blank Check) ทางการทูตที่ยุโรปเคยมีให้อิสราเอลได้หมดอายุลงแล้ว ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการเมืองภายในและมิติสิทธิมนุษยชน

               2. เศรษฐศาสตร์การเมืองเบื้องหลังรอยร้าว รากฐานของการที่ “ยุโรปเริ่มแตก” ไม่ได้มาจากความเกลียดชัง แต่มาจาก “สมการตัวเลข” ที่บีบบังคับ ยุโรปกำลังเผชิญกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง
                    2.1 วิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis): ยุโรปยังบอบช้ำจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำลายโครงสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) หากปล่อยให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะพุ่งทะยาน นำไปสู่สภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงบวกกับเศรษฐกิจชะลอตัว) รอบใหม่ ซึ่งจะบดขยี้ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังอ่อนแอ
                    2.2 ความทนทานต่อหนี้ที่ลดลง: หนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรปตอนใต้ (รวมถึงอิตาลี) อยู่ในระดับที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย การปล่อยให้เงินเฟ้อกลับมาปะทุ จะบังคับให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องคงดอกเบี้ยสูง ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะรอบใหม่
                    2.3 America First vs. Europe First: เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยึดหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” อย่างแข็งกร้าว ยุโรปจึงเรียนรู้ที่จะต้องใช้ยุทธศาสตร์ “ความอิสระทางยุทธศาสตร์” (Strategic Autonomy) เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองเป็นอันดับแรก

               3. จุดจบของมหาอำนาจเดี่ยว และความเสี่ยงของโลกใหม่ คำถามที่ว่า “พันธมิตรตะวันตกแตกจริงหรือไม่?” คำตอบคือ ยังไม่แตกหัก แต่เปลี่ยนรูปแบบจากการเป็น “ครอบครัว” สู่ “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” (Transactional Relationship) การตอบโต้ด้วยอารมณ์ของสหรัฐฯ (การที่ทรัมป์วิจารณ์ผู้นำอิตาลีว่าขี้ขลาด) สะท้อนถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสหรัฐฯ เอง ที่สูญเสียเครื่องมือในการโน้มน้าวใจ (Soft Power) และต้องพึ่งพาแรงกดดันทางวาจาหรือข้อตกลงแบบแลกเปลี่ยนหมัดต่อหมัด ในขณะเดียวกัน การที่นักการเมืองอิสราเอลอย่าง ยาอีร์ ลาปิด (Yair Lapid) ออกมายอมรับความล้มเหลวทางการทูต ถือเป็นการประเมินที่แม่นยำ เพราะการใช้กำลังทางทหารโดยปราศจากความชอบธรรมและการสนับสนุนจากประชาคมโลกในระยะยาว จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอลเสียเอง

               [ ภูมิทัศน์การลงทุนและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ] เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ “ยุคแยกขั้วแบบเอกเทศ” (Fragmented Multipolarity) ยุทธศาสตร์การลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งต้องถูกรื้อโครงสร้างใหม่ ดังนี้

               1. ยุคทองของสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets & Safe Havens)
                     – ทองคำ: จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกันเงินเฟ้อ แต่จะกลายเป็น “สินทรัพย์ไร้สัญชาติ” ที่ธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization trend)
                     – สินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน (Commodities): โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานจะถูกตีราคาเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ (Strategic Assets)

              2. การปรับพอร์ตฝ่าความผันผวน (Volatility as an Asset Class)
                   – ตลาดหุ้นจะเปราะบางต่อพาดหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น การจัดพอร์ตแบบ 60/40 แบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนต้องเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investments) หรือกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีจุดยืนเป็นกลางและได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต (เช่น กลุ่มอาเซียน หรืออินเดีย)

              3. กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งความอยู่รอด
                   – อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense), ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity), และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด (Clean Energy) จะได้รับการอัดฉีดเม็ดเงินจากภาครัฐอย่างมหาศาล เนื่องจากทุกประเทศต้องการลดการพึ่งพาจากภายนอก

               [ บทสรุป ]

               “ใครจะขึ้นมาเป็นแกนใหม่ของโลก?” คำตอบคือ โลกในทศวรรษหน้าอาจ ไม่มีแกนนำเดี่ยว (No Single Hegemon) อีกต่อไป โลกจะถูกขับเคลื่อนโดย “กลุ่มพันธมิตรเฉพาะกิจ” (Minilateralism) ที่จับมือกันเป็นเรื่องๆ ตามผลประโยชน์ร่วม เงินทุนในเกมนี้จึงไม่ควรผูกติดกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง แต่ควรไหลไปสู่ “สินทรัพย์ที่ต้านทานวิกฤต” และ “ภูมิภาคที่เป็นกลาง” ปรากฏการณ์อิตาลี-สหรัฐฯ เป็นเพียงฉากทัศน์แรกของละครฉากใหญ่ ที่มีชื่อว่าการล่มสลายของระเบียบโลกเก่าและการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในระเบียบโลกใหม่

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน