รื้อระบอบส่วย ทุบระบบอุปถัมภ์ เมื่อทางเลือกของไทยคือ “สิ้นพวก” หรือ “สิ้นชาติ” /โดย: ดร.Force

405809

      ประวัติศาสตร์มักทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้คนรุ่นหลังเสมอ เมื่อครั้งที่ เจียง จิงกั๋ว อดีตผู้นำไต้หวัน ตัดสินใจเดินหน้ากวาดล้างการทุจริตที่ฝังรากลึกในหมู่เครือญาติและสายเลือดทางการเมืองของตนเอง เขาเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากคนรอบข้าง ทว่าคำตอบที่เขามีต่อผู้เป็นบิดา (เจียง ไคเช็ค) กลับกลายเป็นวาทะที่ดังกึกก้องมาถึงปัจจุบัน: “ถ้าปราบก็สิ้นพวก แต่ถ้าไม่ปราบก็สิ้นชาติ”

               หันกลับมามองบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คอร์รัปชันในไทยไม่ใช่แค่เรื่องของ “คนเลวแอบขโมยเงินหลวง” อีกต่อไป แต่มันได้วิวัฒนาการกลายเป็น “สถาบันและโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึก ตั้งแต่ระดับล่างสุดที่ประชาชนต้องจ่าย “ค่าความสะดวก” หรือ “ค่าหลุดพ้นอาญา” ไปจนถึงระดับบนสุดที่กลุ่มทุนผูกขาดใช้อำนาจรัฐ ล็อคสเปค สัมปทาน เพื่อสร้างความมั่งคั่งแบบ “ได้กระจุก เสียกระจาย” ทิ้งภาระหนี้สินและความเหลื่อมล้ำไว้ให้คนรุ่นหลัง

               [ มายาคติที่หล่อเลี้ยงมะเร็งร้าย] สังคมไทยมักถูกหล่อเลี้ยงด้วยมายาคติที่อันตราย เราปล่อยให้ค่านิยมประเภท “คอร์รัปชันบ้างไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจเดินหน้า” หรือ “ข้าราชการเงินเดือนน้อย จำเป็นต้องรับสินบนเพื่อเลี้ยงชีพ” กลายเป็นข้ออ้างในการจำนนต่อปัญหา แท้จริงแล้ว การทุจริตไม่ใช่จาระบีที่ช่วยให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจหมุนลื่น แต่มันคือสนิมที่กัดกินศักยภาพการแข่งขันของประเทศ บิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร และผลักให้นักธุรกิจที่ต้องการทำมาหากินอย่างสุจริตต้องกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในระบบที่ไร้ธรรมาภิบาล

               [ จาก “คนดี” สู่การสร้าง “ระบบที่ดี” ]  ความล้มเหลวของการปราบปรามคอร์รัปชันในอดีต คือการที่เราพึ่งพา “แคมเปญรณรงค์เชิงศีลธรรม” มากเกินไป เราสอนเด็กให้ “โตไปไม่โกง” แต่เมื่อพวกเขาเติบโตเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลับพบกับระบบที่บังคับให้พวกเขาต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้น การแก้ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การตามล่าหาคนดีมาปกครองบ้านเมือง แต่คือการ “ออกแบบระบบที่ทำให้คนเลวโกงไม่ได้ และคนดีไม่ต้องถูกบีบให้โกง”

              [ ข้อเสนอและแนวทางกะเทาะเปลือกคอร์รัปชันไทย ] เพื่อเปลี่ยนผ่านวิกฤตนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการผ่าตัดใหญ่เชิงโครงสร้าง ดังนี้ครับ

               1. ทุบหม้อข้าว “อำนาจดุลพินิจ” และสลายการผูกขาด (Deregulation & Anti-Monopoly) ต้นตอของการเรียกรับสินบนคือ “กฎหมายที่หยุมหยิมและอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่” รัฐต้องกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น นำเทคโนโลยีมาใช้ในการอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (Automated e-Services) และต้องเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำลายการผูกขาดในทุกอุตสาหกรรม เพราะเมื่อมีการแข่งขันที่เป็นธรรม โอกาสในการใช้เส้นสายวิ่งเต้นจะลดลงโดยอัตโนมัติ

               2. อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “ความโปร่งใส” (Open Data by Default) รัฐบาลต้องทำงานเหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ สัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง สัญญาสัมปทาน และงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ ต้องถูกเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถนำไปวิเคราะห์ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงเครือข่ายได้ทันที (Machine-readable) แสงสว่างคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุดของการทุจริต

               3. การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด: ไม่มีพื้นที่ยืนสำหรับคนโกง (Zero Tolerance in Practice) ระบบยุติธรรมต้องรวดเร็วและเฉียบขาด ต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อยกเลิกอายุความในคดีคอร์รัปชันระดับชาติ เพิ่มมาตรการริบทรัพย์ที่เข้มข้น และมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection) ที่ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปิดโปงขบวนการจากคนใน

               4. ยกระดับค่านิยมใหม่: “โตไป ไม่ยอมให้ใครโกง” (Active Citizenship) เราต้องเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้ทนรับสภาพ” เป็น “ผู้เฝ้าระวังที่แข็งกร้าว” สังคมต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคว่ำบาตรทางสังคม (Social Sanction) ต่อนักการเมือง ข้าราชการ หรือกลุ่มทุนที่มีพฤติกรรมทุจริต การเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อต้นทุนของการโกง (การติดคุก, การสูญเสียที่ยืนในสังคม) สูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับเสมอ

               [ บทสรุป ]

               จากคำถามแห่งยุคสมัย สู่การรวมพลังเพื่อทวงคืนอนาคต ท้ายที่สุดแล้ว วาทะที่ว่า “ถ้าปราบก็สิ้นพวก แต่ถ้าไม่ปราบก็สิ้นชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่ฝากไว้ให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งตอบ แต่คือ “เดิมพันร่วมกัน” ของคนไทยทุกคน ทุกครั้งที่เรายอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับความไม่ถูกต้อง หรือยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับความสะดวกสบายชั่วคราว เราไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมาย แต่เรากำลัง “ขโมยอนาคต” ของลูกหลาน และปล่อยให้ระบบที่เน่าเฟะกัดกินโครงสร้างของประเทศต่อไปเรื่อยๆ

               การกะเทาะเปลือกคอร์รัปชันและทุบทำลายระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก ไม่อาจพึ่งพาเพียงอัศวินม้าขาว กฎหมายกระดาษ หรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องอาศัย “พลังแห่งความร่วมมือของคนธรรมดา” ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่กล้าตั้งคำถาม ข้าราชการน้ำดีที่ยึดมั่นในความถูกต้อง และภาคธุรกิจที่กล้าปฏิเสธระบบส่วย หากเราร้อยรัดพลังเหล่านี้เข้าด้วยกัน สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เปลี่ยนจากการแค่ “ทนๆ กันไป” มาเป็นสังคมที่ “ไม่ยอมจำนน และไม่ยอมให้ใครโกง” ต้นทุนของการทุจริตในสังคมจะสูงเกินกว่าที่ใครจะกล้าทำ ประเทศไทยที่เจริญรุ่งเรืองและน่าอยู่ ไม่ใช่ดินแดนในอุดมคติที่ไกลเกินเอื้อม แต่มันคือผลลัพธ์ของการที่เราทุกคนเลิกพึ่งพาปาฏิหาริย์ แล้วหันมาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยมือของเราเอง…

               ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องก้าวข้ามความเคยชินเดิมๆ หันมาจับมือกันเพื่อเปิดไฟให้สว่างในทุกมุมมืดของสังคม เพื่อส่งมอบประเทศที่ความสำเร็จวัดกันที่ “ความสามารถ” ไม่ใช่ “เส้นสาย” และเป็นประเทศไทยที่เราทุกคนสามารถยืดอกภาคภูมิใจได้อย่างแท้จริง

 

ที่มา: น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน