ฟ้าหลังฝนของนักลงทุนทองคำ : การย่อตัวเชิงโครงสร้างในตลาดขาขึ้น และนัยต่อเป้าหมายระยะกลาง–ยาว /โดย ดร.Force

1936913 scaled

     การปรับฐานของราคาทองคำจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 5,600 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 และคาดการณ์จะลงมาสู่บริเวณ 4,200-4,600 ดอลลาร์ในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม 2026 นี้ อาจสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญต่อนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าสะสมในช่วงปลายของรอบขาขึ้น

              อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างของตลาดการเงินระหว่างประเทศ การเคลื่อนไหวดังกล่าวมิได้เป็นสัญญาณการสิ้นสุดแนวโน้ม หากแต่สะท้อน “การปรับฐานตามวัฏจักรของตลาดขาขึ้นรุนแรง” (Bull Market Correction) ที่ถูกเร่งด้วยปัจจัยการเมืองและนโยบายการเงินในระยะสั้น ปัจจัยระยะสั้นที่กดดันราคาทองคำ

              ประการแรก คือ การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ การเสนอชื่อบุคคลที่ตลาดมองว่ามีความน่าเชื่อถือสูงและมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมด้านเสถียรภาพการเงิน เช่น เควิน วาร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed ได้สร้างแรงหนุนชั่วคราวต่อค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลออกจากสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำ

               ประการที่สอง คือ การคลี่คลายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น แม้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงปัญหาในตะวันออกกลางยังไม่หมดไป แต่สัญญาณการชะลอการเผชิญหน้าทางทหารทำให้ “ค่าความเสี่ยงสงคราม” (War Premium) ที่สะสมอยู่ในราคาทองคำถูกถอดออกบางส่วนผ่านแรงขายทำกำไร

              ประการที่สาม คือ พฤติกรรม “Sell on Fact” ของนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนที่สะสมทองคำมาตั้งแต่ระดับราคาต่ำกว่าหลัก 3,000 ดอลลาร์ ต่อทรอยออนซ์ ใช้จังหวะข่าวเชิงบวกด้านนโยบายการเงินเป็นโอกาสปรับพอร์ต ลดความเสี่ยง และล็อกกำไร ส่งผลให้แรงขายในระยะสั้นมีความรุนแรงมากกว่าปกติ

               ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้น  แม้ราคาจะปรับฐาน แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนทองคำในระยะกลางและยาวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

               1) การเคลื่อนตัวออกจากระบบดอลลาร์ (De-dollarization) กำลังก้าวจากวาทกรรมสู่การปฏิบัติจริง ความพยายามของกลุ่ม BRICS ในการสร้างกลไกการชำระเงินทางเลือก รวมถึงบทบาทของจีนในการผลักดัน “Gold Corridor” สะท้อนการปรับสมดุลเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก ซึ่งทองคำมีแนวโน้มกลับมาเป็นสินทรัพย์แกนกลาง ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ทางเลือก

              2) พฤติกรรมของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ แม้ราคาจะผันผวนในตลาดรายย่อย แต่ธนาคารกลางจำนวนมากยังคงเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะของประเทศมหาอำนาจและแนวโน้มการขยายฐานเงินในอนาคต

              3) ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตะวันออกกลางยังไม่ถูกแก้ไข ความขัดแย้งที่ดูเหมือนสงบนิ่ง (ดูท่าที) ในปัจจุบันเป็นเพียงการเลื่อนเวลา ไม่ใช่การยุติปัญหา และในทุกครั้งที่ความตึงเครียดกลับมาปะทุ ทองคำมักตอบสนองในเชิงบวกอย่างรุนแรงกว่ารอบก่อนหน้า

              บทสรุป

              ประวัติศาสตร์ตลาดทองคำชี้ให้เห็นอย่างสม่ำเสมอว่า ระดับราคาที่เคยถูกมองว่าเป็น “ยอดดอย” ในอดีต มักกลายเป็น “ฐานราคา” ของรอบใหม่ในเวลาต่อมา การปรับฐานสู่ระดับ 4,200-4,600 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ จึงอาจถูกมองได้ทั้งในฐานะโอกาสของผู้ที่มีกระแสเงินสดสำหรับการเฉลี่ยต้นทุน และในฐานะบททดสอบวินัยและความนิ่งของผู้ถือครองเดิม

              ในโลกที่กำลังเผชิญการรีเซ็ตโครงสร้างการเงินระหว่างประเทศ “ทองคำ” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงการล้มละลาย และไม่ผูกติดกับนโยบายของรัฐใดรัฐหนึ่ง ภายใต้บริบทเช่นนี้ เป้าหมายระดับ 8,000-9,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า มิใช่จินตนาการ หากแต่เป็นสมมติฐานที่มีฐานเหตุผลรองรับอย่างเป็นระบบครับ  ขาขึ้นของทองคำรอบใหญ่อาจไม่ได้จบลงที่การปรับฐานครั้งนี้ หากแต่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ช่วงคัดกรองผู้ถือครองที่ “เข้าใจมูลค่า” ออกจากผู้ที่หวั่นไหวต่อความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น

 

ที่มา  น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน