
หากถามถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก หลายคนอาจนึกถึงจรวดไปดวงจันทร์ แต่ในความเป็นจริง “เครื่องผลิตชิป” ขนาดเท่ารถบัสที่ตั้งอยู่ในโรงงานปิดทึบต่างหาก คือเครื่องจักรที่ชี้ชะตาความเป็นไปของโลกในพริบตา
เครื่องจักรนี้มีชื่อเรียกยากๆ ว่า EUV (อี-ยู-วี) มันคือเครื่องพิมพ์ลายวงจรไฟฟ้าที่มีความละเอียดสูงระดับที่เล็กกว่าไวรัส ถ้าเปรียบชิปคอมพิวเตอร์เป็นสมอง เครื่อง EUV ก็คือ “ปากกาหัวเข็ม” เพียงด้ามเดียวในโลกที่สามารถเขียนเส้นสายประสาทอันสลับซับซ้อนลงไปในสมองนั้นได้ ปัจจุบัน “ปากกา” มหัศจรรย์นี้มีเพียงบริษัทเดียวในโลกที่สร้างได้ คือ ASML จากเนเธอร์แลนด์ และนั่นทำให้โลกตะวันตกกอดกุญแจดอกนี้ไว้แน่น ไม่ยอมส่งให้คู่แข่งอย่าง “จีน” เป็นอันขาด เมื่อทางตันบังคับให้ต้อง “สร้างทางเดินใหม่” เมื่อถูกปิดกั้นไม่ให้ซื้อ จีนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสร้างขึ้นมาเอง แต่การจะเดินตามรอยเท้า ASML นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะ ASML ใช้เวลาพัฒนามาหลายสิบปีจนเก่งกาจเกินกว่าใครจะไล่ทัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังบาดเจ็บอย่าง Huawei ไม่ได้เลือกเลียนแบบวิธีของ ASML แต่กลับไปขุดเอา “เทคโนโลยีที่โลกเคยโยนทิ้ง” เมื่อ 20 ปีก่อนขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่
1) วิธีของ ASML (เจ้าตลาด): เปรียบเหมือนการใช้เลเซอร์ยิง “หยดโลหะ” กลางอากาศให้ระเบิดเป็นแสง 50,000 ครั้งต่อวินาที แม่นยำและสะอาดหมดจดแต่ทำยากมหาศาล
2) วิธีของ Huawei (มวยรอง): เปลี่ยนมาใช้การ “ช็อตไฟฟ้า” แรงสูง (คล้ายการสร้างฟ้าผ่าจำลอง) เพื่อสร้างแสงแทน ซึ่งวิธีนี้ในอดีตถูกมองว่า “ไม่คุ้ม” เพราะเครื่องจะร้อนจัดและสกปรกง่าย จนต้องหยุดซ่อมบ่อยๆ
“ความอยู่รอด” สำคัญกว่า “กำไร” คำถามคือ ในเมื่อค่ายยักษ์ใหญ่เคยลองแล้วบอกว่า “ไม่เวิร์ก” ทำไมจีนยังดึงดันจะทำ? คำตอบอยู่ที่ “เป้าหมาย” ครับ สำหรับบริษัททั่วไป เครื่องจักรต้องทำงานได้เร็วและคุ้มทุนที่สุดเพื่อกำไร แต่สำหรับจีนในตอนนี้ โจทย์ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือ “ความมั่นคง” แม้เครื่องจักรเวอร์ชันจีนอาจจะทำงานช้ากว่า หรือต้องหยุดซ่อมบ่อยกว่าเครื่องของ ASML แต่มันหมายความว่าจีนสามารถ “หายใจด้วยจมูกตัวเอง” ได้แล้ว หากเขาสามารถผลิตชิปขั้นสูงได้เองแม้เพียงครึ่งเดียวของที่โลกทำได้ อำนาจในการต่อรองของจีนจะพุ่งสูงขึ้นทันที บทเรียนจากประวัติศาสตร์: อย่าประมาท “มวยรอง” ในอดีต จีนเคยถูกปรามาสเรื่องการผลิตหน้าจอ LCD และแผงโซลาร์เซลล์ว่าไม่มีทางสู้เจ้าเก่าอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีได้ แต่ด้วยความอดทนและการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างมหาศาล สุดท้ายจีนก็กลายเป็นเจ้าตลาดได้สำเร็จ
การที่ Huawei เลือกเดินคนละเส้นทาง จึงไม่ใช่แค่การดื้อรั้น แต่คือการ “เดินอ้อม” เพื่อหาทางลัดใหม่ๆ หากพวกเขาสามารถใช้ความรู้ทางวัสดุศาสตร์สมัยใหม่มาแก้ปัญหาเรื่องความร้อนที่คนในอดีตแก้ไม่ได้ วันนั้นจะเป็นวันที่ “กุญแจดอกที่สอง” ของโลกดิจิทัลถูกปั๊มออกมาสำเร็จ จากข้อมูลอัปเดตล่าสุด (ต้นปี 2026) ชี้ให้เห็นว่าความพยายามของจีนในการสร้าง “กุญแจดอกใหม่” ก้าวหน้าไปไกลกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เคยคาดการณ์ไว้ โดยมีหลักฐานทั้งจากเอกสารวิชาการและรายงานความคืบหน้าในอุตสาหกรรมดังนี้ครับ
1. ความคืบหน้าทางวิชาการและงานวิจัย ในห้วงปี 2024-2025 มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่สำคัญซึ่งยืนยันว่าจีนไม่ได้เริ่มจากศูนย์
1.1 การเพิ่มประสิทธิภาพแสง: ทีมวิจัยของ Lin Nan จากสถาบันทัศนศาสตร์และกลศาสตร์ความละเอียดสูงแห่งเซี่ยงไฮ้ (SIOM) ได้ตีพิมพ์วารสารวิชาการ (ช่วงต้นปี 2025) รายงานความสำเร็จในการทำ “ค่าประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน” (CE) ได้สูงถึง 3.42% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอสำหรับการนำไปใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม
1.2 สิทธิบัตรและองค์ความรู้: Huawei และสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology) มีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดแสงแบบ LDP และเทคโนโลยี Z-pinch อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาเรื่องความร้อนและความทนทานของขั้วไฟฟ้าด้วยวัสดุศาสตร์สมัยใหม่
2. ห้วงเวลา (Timeline) สู่ความสำเร็จ จากการวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026
2.1 ปัจจุบัน (2025-2026): มีรายงานว่าจีนสร้าง “เครื่องต้นแบบ (Prototype)” ขนาดใหญ่เท่าโรงงานสำเร็จแล้วในห้องแล็บความปลอดภัยสูงที่เซินเจิ้น และกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบยิงแสง (Light Source Testing)
2.2 เป้าหมายถัดไป (2028): รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้เริ่ม “ผลิตชิป” จากเครื่องที่สร้างเองได้ภายในปีนี้
2.3 ความสำเร็จในระดับอุตสาหกรรม (2030): นักวิเคราะห์มองว่าเป็นปีที่จีนจะสามารถผลิตเครื่อง EUV ในระดับ Mass Production เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง ซึ่งหากทำได้ จะเป็นการทำลายสถิติการผูกขาดของ ASML ที่ยาวนานกว่า 20 ปี
เมื่อ “มังกร” ถือกุญแจชิป: การปฏิวัติเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ หากจีนสามารถผลิตชิปขนาดจิ๋ว (5 นาโนเมตร หรือ 3 นาโนเมตร) ได้เองสำเร็จ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ที่สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ แต่จะสั่นสะเทือนไปถึงอุตสาหกรรม “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจในอนาคต
การผลิตโซลาร์เซลล์ (Next-Gen Solar) ปัจจุบันจีนครองตลาดแผงโซลาร์เซลล์กว่า 80% ของโลกอยู่แล้ว แต่การมีชิปขนาดเล็กและประหยัดพลังงานจะทำให้เกิด “Smart Solar” ที่แท้จริง แผงโซลาร์ในอนาคตจะไม่ได้มีหน้าที่แค่รับแสง แต่จะมี “สมอง” ในตัวที่สามารถคำนวณและปรับทิศทางตามสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานที่สูญเสียน้อยลง ส่งผลให้ราคาไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถูกลงจนพลังงานฟอสซิลไม่สามารถสู้ได้
การผลิตแบตเตอรี่และ EV ชิปขนาดเล็กคือหัวใจของระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ที่ซับซ้อน หากจีนผลิตชิปประสิทธิภาพสูงได้เอง แบตเตอรี่รุ่นใหม่จะมีความปลอดภัยสูงขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และใช้งานได้นานขึ้น ซึ่งจะช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนให้ไร้คู่แข่งอย่างสมบูรณ์
จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อจีนไม่ต้องนำเข้าชิปมูลค่ามหาศาล (ซึ่งในอดีตจีนนำเข้าชิปมากกว่าน้ำมัน) เม็ดเงินเหล่านั้นจะหมุนเวียนในประเทศ และด้วยต้นทุนการผลิตที่จีนเชี่ยวชาญ เราอาจได้เห็น “สงครามราคาชิป” ที่จะทำให้เทคโนโลยีขั้นสูงมีราคาถูกลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
บทสรุป
ในโลกที่เทคโนโลยีถูกใช้เป็นอาวุธ จีนกำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเปลี่ยน “ขยะทางเทคโนโลยี” ให้กลายเป็น “อาวุธลับ” ความสำเร็จของเครื่อง EUV ฝีมือคนจีนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2030 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะในสงครามการค้า แต่มันคือการประกาศอิสรภาพทางเทคโนโลยี
เมื่อปากกาที่ใช้เขียนลายวงจรที่เล็กที่สุดในโลกไม่ได้มีแค่ด้ามเดียวอีกต่อไป ราคาของความล้ำสมัยจะถูกเขย่าให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมันจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าให้ชาญฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “สมองกล” และ “พลังงานสะอาด” หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยมีมังกรเป็นผู้ถือครองกุญแจดอกสำคัญนี้ไว้ในมือ และสงครามชิปครั้งนี้ไม่ได้สู้กันด้วยความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันด้วย “ความอึด” ถ้าจีนทำได้จริง ไม่เพียงแต่ธุรกิจชิปจะสั่นสะเทือน แต่ระเบียบอำนาจของเทคโนโลยีโลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาลตามที่กล่าวมา
ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.“ลุยส่งออกโมเดลใหม่สร้างรายได้ประเทศผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ประเดิมตลาดจีนตั้งเป้าส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย 2.5 หมื่นล้าน พร้อมหนุน เอสเอ็มอี.บุกตลาดโลก
ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์: จาก “ทางเลือกการเดินเรือ” สู่ “มหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่” แห่งอินโด-แปซิฟิก /โดย ดร.Force
ยุทธศาสตร์ “พิกัดอำนาจ”: เมื่อระบบนำทางดาวเทียมคืออธิปไตยและความอยู่รอดของชาติ
รื้อพรมแดนหนี้สาธารณะ ทะลุเพดาน 75% “กระสุนนัดสุดท้าย” หรือ “ภาระ” ที่ลูกหลานต้องแบกรับ? / โดย: ดร.Force
เมื่อ “กุ้งมังกร” หลุดจากตู้… สัญญาณเตือนถึงคนไม่ปรับตัวในยุค AI /โดย: Dr.Force
ยุทธศาสตร์โลกในยุคเปลี่ยนผ่าน : พลวัตของหนี้ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ในการจัดระเบียบโลกใหม่ /โดย Dr.Force
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ จัดทำร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อคุ้มครองประชาชนและชุมชนไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอันมาจากการประกอบธุรกิจ
วาทกรรม “เก็บค่าผ่านทางมะละกา” ไพ่ภูมิรัฐศาสตร์ที่ย้อนแย้ง และ จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของ “แลนด์บริดจ์ไทย” /โดย น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์