กระดานหมากรุกตะวันออกกลาง กับระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน : ภาพรวมของสถานการณ์ “สหรัฐฯ-อิหร่าน” /โดย ดร.Force

1933525

             ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการเผชิญหน้าทางทหารที่แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง หลายคนตั้งคำถามว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งใหม่หรือไม่?” หรือนี่เป็นเพียงหมากรุกการเมืองโลกที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกกลไกเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ผ่านมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองครับ

              1. อิหร่าน: จุดยุทธศาสตร์ที่ “ล้มไม่ได้” ของขั้วอำนาจตะวันออก  ในสายตาของโลกตะวันตก อิหร่านอาจถูกมองว่าเป็นรัฐที่สร้างความไม่สงบ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ อิหร่านคือ “ตัวแปรสำคัญ” ของมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน
                  – รัสเซียกับพันธมิตรที่จำเป็น: ความขัดแย้งในยูเครนได้บีบให้รัสเซียต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า “แนวร่วมของผู้ถูกคว่ำบาตร” อิหร่านกลายเป็นซัพพลายเออร์ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรนราคาต่ำแต่ประสิทธิภาพสูง ในขณะที่รัสเซียตอบแทนด้วยเทคโนโลยีอากาศยานระดับสูง เช่น เครื่องบินขับไล่ Su-35 การที่อิหร่านอ่อนแอลงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัสเซียในระยะยาว
                  – จีนกับการวางหมากเศรษฐกิจ: จีนมองอิหร่านเป็นโหนดพลังงานที่สำคัญในโครงการ “สายแถบและเส้นทาง” (BRI) และเป็นหุ้นส่วนที่ช่วยให้จีนเข้าถึงทรัพยากรโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จีนไม่ต้องการเห็นสงครามเต็มรูปแบบ เพราะจีนยังพึ่งพาการค้าโลกและเสถียรภาพของราคาน้ำมันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน

              2. ช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวประกันที่มีค่าที่สุดในโลก  ทำไมสหรัฐฯ ถึงไม่ตัดสินใจใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาดกับอิหร่านเหมือนที่เคยทำกับอิรัก? คำตอบอยู่ที่ “ภูมิศาสตร์”  อิหร่านตั้งอยู่ริมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบและสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องผ่านจุดนี้ หากเกิดสงครามและอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบ
                  – ราคาน้ำมันโลกจะดีดตัวสูงขึ้นทันทีในระดับที่คุมไม่ได้
                 – ภาวะเงินเฟ้อจะลามไปทั่วโลก สร้างความปั่นป่วนให้กับการเมืองภายในของสหรัฐฯ และยุโรป
                 – เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก  นี่คือ “พลังแห่งการป้องปราม” ที่ทำให้อิหร่านมีน้ำหนักในการต่อรองสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

              3. พลังงานหินดินดาน (Shale Oil): เกราะป้องกันใหม่ของสหรัฐฯ  ความเชื่อเดิมที่ว่าสหรัฐฯ ต้อง “กระหายน้ำมัน” จากตะวันออกกลางเริ่มล้าสมัย ปัจจุบันสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลกจากเทคโนโลยี Shale Oil

                   ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สหรัฐฯ มี “อิสระทางยุทธศาสตร์” มากขึ้น สหรัฐฯ ไม่ได้ปกป้องตะวันออกกลางเพื่อนำน้ำมันมาใช้เองเป็นหลักอีกต่อไป แต่เพื่อ “ควบคุมการไหลเวียนของพลังงานโลก” ใครก็ตามที่คุมราคาพลังงานโลกได้ ย่อมกุมอำนาจในการกดดันคู่แข่งทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ทั่วโลก

              4. ฉากทัศน์ในอนาคต: การโจมตีเป้าหมายเฉพาะจุด VS สงครามตัวแทน  นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะพยายามเลี่ยงการส่งทหารราบเข้าไปในอิหร่าน เพราะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและกองกำลังกึ่งทหารที่เข้มแข็งจะทำให้มันกลายเป็น “สมรภูมิที่ไม่มีวันจบ” (Everlasting War)

               แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ
การสงครามผสมผสาน (Hybrid Warfare): การโจมตีทางไซเบอร์ การคว่ำบาตร และการลอบสังหารเป้าหมายสำคัญ
                    – Surgical Strikes: การโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์หรือฐานยิงขีปนาวุธ เพื่อทำลายขีดความสามารถโดยไม่ต้องการยึดครองดินแดน
                    – Proxy Wars: การสู้รบผ่านกลุ่มตัวแทนในเลบานอน เยเมน และซีเรีย เพื่อตัดทอนกำลังกันและกัน

               บทสรุป

               โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนจากโลกที่มีขั้วอำนาจเดียว (Unipolar) ไปสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar) อิหร่านคือบททดสอบสำคัญของระเบียบโลกนี้ การที่อิหร่านยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่เพราะอิหร่านถูกถักทอเข้ากับผลประโยชน์ของมหาอำนาจตะวันออกและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกอย่างลึกซึ้ง

              การเจรจาหรือการปะทะที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองประเทศ แต่คือการกำหนดอนาคตว่าระเบียบโลกใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าในกระดานหมากรุกที่เดิมพันด้วยความมั่งคั่งของมวลมนุษยชาติ

              “ในสงครามยุคใหม่ ชัยชนะอาจไม่ได้วัดกันที่การยึดดินแดน แต่อยู่ที่ใครจะสามารถรักษาเสถียรภาพท่ามกลางความโกลาหลได้นานกว่ากัน”

———//——–

 

              ภาพนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนถึง “ความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านภาพ 3 ส่วน ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับปฏิบัติการทางทหาร ไปจนถึงกลยุทธ์ระดับมหาอำนาจครับ

               1. ส่วนบน: สมรภูมิและความตึงเครียด (The Conflict Zone)
                   * สื่อความหมาย: แสดงภาพเรือบรรทุกน้ำมันท่ามกลางพายุและสายฟ้า พร้อมร่องรอยของขีปนาวุธที่พุ่งผ่านท้องฟ้า
                  * นัยยะ: สะท้อนถึง “จุดตาย” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบางที่สุดในโลก ความตึงเครียดที่นี่สามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลและการขนส่งพลังงานได้ทันทีเพียงแค่เกิดการปะทะแม้เพียงเล็กน้อย

              2. ส่วนกลาง: พลังงานและเครือข่ายโลก (The Global Energy Grid)
                  * สื่อความหมาย: ใช้แผนที่โลกเป็นพื้นหลัง มีสัญลักษณ์แท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่ทับซ้อนกับธงชาติสหรัฐฯ และมีเส้นกราฟการเชื่อมโยงข้อมูล/พลังงานไปยังฝั่งตะวันออก (จีน/รัสเซีย)
                 * นัยยะ: สื่อถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจด้านพลังงานใหม่ (Shale Oil) และการใช้พลังงานเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เส้นสายที่เชื่อมโยงแสดงให้เห็นว่าโลกยุคปัจจุบันไม่ได้ตัดขาดจากกัน แต่ถูกถักทอด้วยห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน

              3. ส่วนล่าง: เกมกระดานแห่งอำนาจ (The Grand Strategy)
                   * สื่อความหมาย: กระดานหมากรุกที่มีตัวหมากเป็นสัตว์สัญลักษณ์แทนมหาอำนาจต่างๆ เช่น:
                   * นกอินทรี: สหรัฐอเมริกา
                   * หมี: รัสเซีย
                   * สิงโต: สื่อถึงอำนาจในตะวันออกกลางหรือเครือข่ายพันธมิตร
                   * นัยยะ: การมี “มือ” ที่สวมชุดสูทกำลังขยับ “กุญแจทองคำ” สื่อว่าผลลัพธ์ของความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้นำระดับโลก กุญแจทองคำเปรียบเสมือนการปลดล็อกหรือควบคุมทรัพยากรและระเบียบโลกใหม่

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน