โลกเปลี่ยนรูปอำนาจ แต่การเมืองไทยยังคิดแบบเดิม โดย ดร.Force

1912800

     การเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการแข่งขันด้านนโยบายเศรษฐกิจ ปากท้อง และการบริหารประเทศตามปกติ แต่ภายใต้ฉากหน้าของการหาเสียง สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แทบไม่มีผู้นำพรรคการเมืองใดพูดถึงโลกที่โครงสร้างอำนาจได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างลึกซึ้ง

              วันนี้ โลกไม่ได้แข่งขันกันตามกติกาเดิมอีกต่อไป อำนาจไม่ได้กระจายหรือเคลื่อนตัวอย่างเป็นเส้นตรง และไม่ได้ยึดโยงกับรัฐหรือกองทัพเพียงอย่างเดียว หากแต่แทรกซึมอยู่ในกฎหมาย ระบบการเงิน เทคโนโลยี ข่าวสาร และเครือข่ายข้ามชาติ  การไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่แค่การมองโลกไม่ทัน แต่คือ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงของประเทศ

              #โลกใหม่ไม่ได้วัดกันแค่เศรษฐกิจ  การแข่งขันระหว่างประเทศในปัจจุบัน ไม่ได้วัดกันเฉพาะขนาดเศรษฐกิจหรือจำนวนโครงการพัฒนาอีกแล้ว หากแต่วัดกันที่ความสามารถในการมองเห็น “รูปแบบอำนาจใหม่” ว่าอะไรถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดัน อะไรคือสนามแข่งขันที่แท้จริง และใครกำลังเป็นฝ่ายถูกกำหนดเกมโดยไม่รู้ตัว  แต่สิ่งที่ได้ยินจากเวทีหาเสียงในไทย ยังวนเวียนอยู่กับนโยบายแจกจ่าย การบริหารงบประมาณ และการแก้ปัญหาเชิงระยะสั้น ซึ่งแม้จะจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอสำหรับโลกที่อำนาจเปลี่ยนรูปและซับซ้อนกว่านั้นมาก

              #เมื่อกติกาโลกไม่ใช้กับทุกประเทศเท่ากัน  โลกปัจจุบันไม่ใช่โลกที่กฎหมายระหว่างประเทศใช้ได้อย่างเสมอภาค ไม่ใช่โลกที่มีมิตรหรือศัตรูถาวร และไม่ใช่โลกที่การใช้กำลังต้องเริ่มจากการประกาศสงคราม  ประเทศมหาอำนาจสามารถแทรกแซงรัฐอื่นผ่านกลไกทางกฎหมาย การเงิน และข้อมูลข่าวสาร โดยไม่ต้องส่งทหารข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรกันก็สามารถขัดแย้งกันอย่างเปิดเผย หากผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงว่า โครงสร้างอำนาจโลกไม่ได้ยึดรูปทรงเดิมอีกต่อไป แต่การคิดเชิงนโยบายของไทยจำนวนมาก ยังยึดติดกับสมมติฐานของโลกยุคเก่า

               #ไทยกำลังเสี่ยงจากการเป็น “พื้นที่” มากกว่า “ผู้กำหนดเกม”  สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย ความเสี่ยงในโลกปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบการถูกรุกรานโดยตรง แต่อาจมาในรูปของการถูกใช้เป็นพื้นที่ผ่านของเงินผิดกฎหมาย เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การแทรกแซงทางข้อมูลข่าวสาร หรือการถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ  ความเปราะบางทางการเมืองภายใน ปัญหาคอร์รัปชัน และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องเฉพาะภายในประเทศอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดอ่อนเชิงอำนาจที่ผู้อื่นสามารถใช้ประโยชน์ได้

               #อันตรายของรัฐที่ยังอยู่แต่ตัดสินใจเองไม่ได้  ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่รถถัง เครื่องบินหรือขีปนาวุธ แต่คือรัฐที่ยังมีโครงสร้างครบถ้วนตามกฎหมาย แต่การตัดสินใจถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ เงินทุน เครือข่ายอิทธิพล และเทคโนโลยีจากภายนอก  รัฐในลักษณะนี้อาจดูเหมือนยังมีอธิปไตย แต่ในความเป็นจริงกลับสูญเสียความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเอง นี่คือการบ่อนทำลายรัฐแบบใหม่ ที่ไม่ต้องล้มรัฐบาล แต่ทำให้รัฐอ่อนแรงจากภายใน

              #คำถามที่เวทีดีเบตควรตอบให้ได้  เมื่อโลกเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้นำประเทศ ไม่ใช่เพียงว่าจะใช้งบประมาณอย่างไร แต่คือจะนิยามความมั่นคงของชาติใหม่อย่างไร จะปกป้องสังคมจากการบิดเบือนข้อมูลโดยไม่ทำลายเสรีภาพได้อย่างไร จะวางจุดยืนทางการทูตให้ยืดหยุ่นแต่ไม่ไร้หลักได้อย่างไร และจะป้องกันไม่ให้รัฐถูกครอบงำจากภายในได้อย่างไร เป็นต้น

1912802

              หากจะเขียนจำแนกเป็นข้อๆ ใหม่ สำหรับคำถามสำหรับเวทีดีเบต : ประเทศไทยในโลกที่อำนาจเปลี่ยนรูป ควรตั้งคำถามดังนี้

               1. ในโลกที่อำนาจไม่ได้อยู่ที่กองทัพหรือรัฐเพียงอย่างเดียว แต่กระจายอยู่ในกฎหมาย การเงิน เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสาร [ ท่านจะนิยามคำว่า “ความมั่นคงของชาติ” ใหม่อย่างไร และแตกต่างจากแนวคิดเดิมอย่างไร? ]

               2. เมื่อกติกาโลกไม่ได้ใช้กับทุกประเทศเท่ากัน และการแทรกแซงสามารถเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร [ รัฐบาลของท่านจะป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเกมอำนาจนี้ได้อย่างไร? ]

              3. หากความขัดแย้งยุคใหม่เกิดขึ้นในความคิด ความเชื่อ และการรับรู้ของประชาชน
[ รัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการปกป้องสังคม โดยไม่ละเมิดเสรีภาพและไม่กลายเป็นรัฐควบคุมข้อมูล? ]

              4. ในสังคมที่ข่าวลวงและการบิดเบือนข้อมูลแพร่กระจายได้รวดเร็ว  [ ท่านจะสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้ประชาชนอย่างไร แทนการใช้การสั่งห้ามหรือการปิดกั้น? ]

              5. ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายเงินผิดกฎหมาย และการทุจริตเชิงระบบ [ ท่านมองสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรม หรือเป็นภัยต่ออธิปไตยของรัฐ และจะรับมืออย่างไร? ]

              6. ในโลกที่ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนความร่วมมือตามผลประโยชน์ ไม่ได้แบ่งขั้วถาวร [ การทูตไทยควรวางจุดยืนอย่างไรให้ยืดหยุ่น แต่ไม่เสียหลัก และไม่ถูกมองว่าไร้จุดยืน? ]

              7. เมื่ออิทธิพลจากทุน เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มข้ามชาติ ส่งผลต่อการตัดสินใจของสังคมมากขึ้น [ รัฐจะรักษาความสามารถในการตัดสินใจของประเทศไว้ได้อย่างไร โดยไม่ปิดประเทศและไม่ปฏิเสธความก้าวหน้า? ]

              8. ในยุคที่รัฐอาจถูกครอบงำโดยเครือข่ายอิทธิพลโดยไม่ต้องยึดอำนาจ [ รัฐบาลของท่านมีมาตรการป้องกันการครอบงำรัฐรูปแบบใหม่หรือไม่ หรือยังใช้เครื่องมือแบบเดิม? ]

              9. นโยบายเศรษฐกิจของท่าน ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้กำหนดทิศทางของตนเอง หรือเสี่ยงจะกลายเป็นเพียงส่วนประกอบในระบบของผู้อื่น? ]

             10. สุดท้าย ในโลกที่อำนาจเปลี่ยนรูปอย่างรวดเร็ว  [ ผู้นำประเทศควรถูกตัดสินจากความสามารถด้านใดมากที่สุด? ระหว่างการแจกนโยบายระยะสั้น ความสามารถในการบริหาร หรือความสามารถในการไม่พาประเทศเดินผิดสนามอำนาจ ]  คำถามเหล่านี้แทบไม่ปรากฏในเวทีหาเสียง ทั้งที่เป็นคำถามซึ่งมีผลต่อทิศทางประเทศในระยะยาวมากกว่านโยบายใด ๆ (ฝากถึงผู้นำพรรคการเมืองทุกท่าน ช่วยกันคิดด้วยนะครับ)

              #บทสรุป

              การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้บริหารประเทศชุดใหม่ แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยจะมีผู้นำที่เข้าใจโลกที่อำนาจเปลี่ยนรูปแล้วหรือไม่ ในโลกเช่นนี้ การไม่พูดถึงโครงสร้างอำนาจใหม่ เท่ากับการปล่อยให้ประเทศเดินเข้าสู่ความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว และหากการเมืองไทยยังคงถกเถียงกันอยู่ในกรอบความคิดของโลกเดิม คำถามที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่คือ ประเทศจะเดินไปผิดทิศทางอีกนานเพียงใด

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน