การถอยทัพของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน : การปรับยุทธศาสตร์ภายใต้โครงสร้างอำนาจพหุขั้วในตะวันออกกลาง โดย ดร.Force

1911833

     การตัดสินใจระงับคำสั่งโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริกาในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลดทอนความสามารถของสหรัฐฯ ในการใช้กำลังทางทหารแบบเดี่ยว (Unilateral Kinetic Power) ท่ามกลางการเกิดขึ้นของระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar Order)

               การ “แตะเบรก” ของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงควรถูกอ่านในฐานะการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการถอยเพราะแรงกดดันทางศีลธรรมหรือการเมืองภายในประเทศ

               บทความข้างล่างนี้ ผมลองวิเคราะห์เหตุปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ (บางประเด็นอาจลงลึกไปถึงระดับยุทธการและยุทธวิธี) ที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว รวมถึงประเมินผลกระทบต่อดุลอำนาจและรูปแบบความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระยะกลางและระยะยาว

               1. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงระบอบ  ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักของนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาหลังสิ้นสุดสงครามเย็น โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นมิตรต่อผลประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากกรณีอิรัก ลิเบีย และซีเรีย แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวมักก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงของภูมิภาค และต้นทุนด้านทรัพยากร

               ในกรณีของอิหร่าน สมมติฐานที่สำคัญซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงสังคม–การเมือง ได้แก่

                    1) การประเมินต่ำต่อบทบาทของชาตินิยมและอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของรัฐอิหร่าน
                   2) ความสามารถของรัฐในการควบคุมและกำหนดกรอบการรับรู้ของสังคม (Narrative Framing) ภายใต้แรงกดดันจากภายนอก
                   3) ความทรงจำเชิงลบต่อการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตกในอดีต

                   แรงกดดันจากภายนอกจึงมิได้เร่งให้เกิดการล่มสลายของรัฐ หากแต่กลับเสริมสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ของรัฐบาลในมิติความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

               2. การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจจากบทบาทของจีนและรัสเซีย  ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกา คือการยกระดับบทบาทของจีนและรัสเซียจากผู้สนับสนุนทางการทูต ไปสู่ผู้ค้ำจุนเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านในหลายมิติ

               #ในมิติความมั่นคงและเทคโนโลยี  

               – การสนับสนุนด้านสงครามไซเบอร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ความได้เปรียบของสหรัฐฯ ในด้านข่าวกรอง การลาดตระเวน และการสอดแนม (ISR: (Intelligence, Surveillance, Reconnaissance) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
               – ความเสี่ยงต่อการเปิดโปงและสูญเสียเครือข่ายข่าวกรองภาคพื้นดิน ส่งผลต่อความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพิ่มต้นทุนและความไม่แน่นอนของการใช้กำลังทางทหารโดยตรง ซึ่งขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ

               3. ปัญหาพันธมิตรและข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์  แม้สหรัฐฯ จะมีฐานกำลังในภูมิภาค แต่ความร่วมมือจากพันธมิตรอาหรับกลับไม่เป็นเอกภาพ การปฏิเสธการใช้น่านฟ้าและฐานทัพของหลายประเทศ สะท้อนความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ในขณะเดียวกัน ความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน—โดยเฉพาะระบบความเร็วเหนือเสียงและอาวุธโจมตีทางทะเล—ได้เปลี่ยนสมการความเสี่ยงของกองเรือสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ การป้องปรามจึงไม่ได้อยู่ที่ “การชนะสงคราม” แต่อยู่ที่ “การทำให้สงครามมีราคาแพงเกินไป”

              4. ฉากทัศน์อนาคต : การปรับขบวนทัพสู่สงครามรูปแบบใหม่  ​การยุติการโจมตีทางกายภาพ (Kinetic Warfare) ไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้ง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบไปสู่ สงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) ที่มีความซับซ้อนและยืดเยื้อ ดังนี้

                   4.1 ​ยุทธศาสตร์สหรัฐฯ: แรงกดดันสูงสุด 2.0 (Maximum Pressure 2.0)  ​สหรัฐฯ จะหลีกเลี่ยงการปะทะตรง และหันมาใช้เครื่องมือทางรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น
                       – ​การตัดขาดทางเศรษฐกิจแบบเจาะจง (Targeted Decoupling) : มุ่งเป้าทำลายห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงอิหร่านกับจีน โดยการคว่ำบาตรสถาบันการเงินและระบบขนส่งที่สนับสนุนการค้าน้ำมัน
                       – ​ความร่วมมือทางความมั่นคงระดับภูมิภาค : ผลักดันข้อตกลง Abraham Accords ให้ขยายวงกว้างสู่ความร่วมมือทางการทหาร (เช่น NATO ตะวันออกกลาง) เพื่อสร้างกำแพงล้อมกรอบอิหร่านโดยใช้พันธมิตรในพื้นที่เป็นด่านหน้า
                       – ​ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารและไซเบอร์ (Info & Cyber Ops) : มุ่งเน้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์และสาธารณูปโภคผ่านระบบไซเบอร์ ควบคู่ไปกับการทำสงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพภายในระยะยาว

                    4.2 ​ยุทธศาสตร์พันธมิตรยูเรเชีย (รัสเซีย-จีน) : ป้อมปราการกันชน  จีนและรัสเซียมองอิหร่านในฐานะ “กันชนเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Buffer State) ที่มีความสำคัญต่อการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ ในยูเรเชีย และจึงให้การสนับสนุนในมิติที่เอื้อต่อเสถียรภาพของรัฐอิหร่านในระยะยาว ​และอิหร่านคือกุญแจสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นอิทธิพลตะวันตกไม่ให้รุกคืบเข้าสู่พื้นที่เอเชียกลาง

​                   รัสเซีย – การเสริมเขี้ยวเล็บ (Military Hardening) : ยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของอิหร่านด้วยการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ (S-400/S-500) และเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (Su-35) แลกเปลี่ยนกับเทคโนโลยีโดรน เพื่อสร้างสมดุลทางทหาร

                    ​จีน – เส้นเลือดหล่อเลี้ยง (Economic & Digital Lifeline) : เร่งรัดข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ 25 ปี เพื่อพยุงเศรษฐกิจอิหร่าน และสนับสนุนเทคโนโลยีการควบคุมข้อมูล (Digital Sovereignty) เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางไซเบอร์จากตะวันตก

                  4.3 การเปลี่ยนรูปแบบความขัดแย้ง: จากการใช้กำลังตรงสู่การแข่งขันเชิงระบบ  การระงับการโจมตีสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาจากการใช้กำลังทางทหารโดยตรง (Kinetic Military Operations) ไปสู่การใช้เครื่องมือเชิงอำนาจแบบผสมผสาน (Hybrid and Non-Kinetic Instruments) ได้แก่

                   – การคว่ำบาตรเชิงพุ่งเป้าและการตัดขาดทางเศรษฐกิจบางส่วน
                   – การจัดตั้งสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับภูมิภาคโดยอาศัยพันธมิตร
                   – การเพิ่มบทบาทของปฏิบัติการไซเบอร์และสงครามข้อมูล

1911835 scaled

              บทสรุป

               การระงับการใช้กำลังของสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่านเป็นผลลัพธ์ของข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ มากกว่าการพิจารณาเชิงยุทธวิธีเฉพาะหน้า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อน

              1. การลดทอนประสิทธิผลของอำนาจทางทหารแบบฝ่ายเดียว
              2. การเพิ่มบทบาทของการถ่วงดุลโดยมหาอำนาจอื่น
              3. การเปลี่ยนลักษณะความขัดแย้งไปสู่การแข่งขันเชิงระบบในระยะยาว

              เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ยืนยันว่า ยุคสมัยของความเป็นมหาอำนาจขั้วเดียว (Unipolarity) ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางได้สิ้นสุดลงแล้ว ภูมิภาคนี้กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะ “สงครามเย็นยุคใหม่” (New Cold War) อย่างเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งความขัดแย้งจะถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ การต่อสู้ทางเศรษฐกิจ และสงครามไซเบอร์ มากกว่าการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

……………………………………………………………………………………………………………………………….

เรื่องน่าอ่าน