รอยร้าวใน “โมเดลอ่าวเปอร์เซีย” สู่ยุค De-dollarization และแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจไทย /โดย: ดร.Force

360426

      ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คุกรุ่น กระแสข่าวเรื่อง “#จุดจบของระบบปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar)” และ “#การพังทลายของโมเดลอ่าวเปอร์เซีย (Gulf Model)” ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง ภาพที่สื่อบางกระแสนำเสนออาจดูรุนแรงเสมือนว่าอำนาจของเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังจะล่มสลายในชั่วข้ามคืน ทว่าหากเรากางข้อเท็จจริงออกมาดู สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่ “จุดจบ” อย่างที่ตื่นตระหนกกัน แต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” ครั้งสำคัญของระเบียบโลก ที่จะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ เราต้องมองย้อนกลับไปที่รากฐาน แยกแยะข้อเท็จจริง และประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จากทองคำสู่น้ำมัน: กำเนิดระเบียบ “ปิโตรดอลลาร์” ย้อนกลับไปในปี 1971 เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำ เงินดอลลาร์เผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างหนัก สหรัฐฯ จึงเปลี่ยนมาใช้ “น้ำมัน” เป็นเครื่องมือค้ำจุนเงินตรา วิกฤตน้ำมันในปี 1973-1974 เป็นตัวเร่งให้เกิดข้อตกลงลับกับซาอุดีอาระเบีย พี่ใหญ่แห่งกลุ่มโอเปก (OPEC)

               ข้อตกลงนี้มีเงื่อนไขว่า กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (GCC) จะขายน้ำมันด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และนำกำไร (Petrodollars) ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แลกกับการที่สหรัฐฯ จะเป็น “บอดี้การ์ด” ให้การคุ้มครองทางทหาร ข้อตกลง “#ความปลอดภัยแลกกับดอลลาร์” หรือ โมเดลอ่าวเปอร์เซีย นี้ สร้างความต้องการเงินดอลลาร์อย่างมหาศาล ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินสำรองของโลกและค้ำจุนอำนาจเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากว่าครึ่งศตวรรษ

               รอยร้าวในฐานที่มั่น: เมื่อ “บอดี้การ์ด” ไม่ได้ไร้เทียมทาน กระแสการอวสานของโมเดลอ่าวเปอร์เซียถูกจุดประกายซ้ำจากวิกฤตความขัดแย้งสหรัฐฯ – อิสราเอล – อิหร่าน เมื่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านได้ 100% ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย

              ในความเป็นจริง ระบบของสหรัฐฯ ไม่ได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่เหตุการณ์นี้สร้าง “#รอยร้าวทางจิตวิทยา” อย่างรุนแรง มันสะท้อนให้กลุ่ม GCC เห็นขีดจำกัดของการพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงจากสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว นำไปสู่การกระจายความเสี่ยง (Diversification) และหันไปสร้างสมดุลอำนาจใหม่กับขั้วตะวันออกอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น

              แยกแยะความจริง: #ดอลลาร์กำลังจะล่มสลายจริงหรือ? หากพิจารณาปัจจัยที่บงชี้ถึงการเสื่อมถอยของดอลลาร์ (De-dollarization) จะพบว่าโลกกำลัง “#เปลี่ยนผ่าน” อย่างช้าๆ ไม่ใช่ “พังทลาย” อย่างฉับพลัน

               ​มีการยกเหตุผล 3 ประการที่บ่งชี้ถึงการล่มสลายของปิโตรดอลลาร์ ซึ่งเราสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงได้ดังนี้

               [1] ​ทุนสำรองดอลลาร์ลดลงต่ำสุด คำกล่าวอ้าง: ทุนสำรองเงินดอลลาร์ลดลงเหลือ 56.92% ในไตรมาส 3 ปี 2025 (ข้อมูล IMF)
               ความเป็นจริง: ตัวเลขลดลงจริง แต่เป็นแนวโน้มที่ค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ มาตั้งแต่ปี 2001 (จากระดับ 72%) ส่วนใหญ่เป็นผลจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การแห่เทขายทิ้งอย่างฉับพลันจากธนาคารกลางทั่วโลก

               สรุป: สัดส่วนทุนสำรองเงินดอลลาร์ทั่วโลกลดลงเหลือราว 57% จริง แต่นี่เป็นแนวโน้มที่ค่อยๆ ลดลงมาตั้งแต่ปี 2001 ส่วนใหญ่เป็นผลจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การแห่เทขายทิ้ง

               [2] ​การเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ

               คำกล่าวอ้าง: ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียกำลังเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ จนอาจเกิดวิกฤตหนี้
​ความเป็นจริง: ซาอุดีอาระเบียลดการถือครองลงบ้าง แต่ยังคงถืออยู่สูงถึงระดับ 1.27 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กลับถือครองเพิ่มขึ้น ยังไม่มีสัญญาณการเทขายในระดับที่จะทำให้หนี้ 35 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ พังทลาย

              สรุป: แม้ซาอุดีอาระเบียจะลดการถือครองลงบ้าง แต่ยังคงถืออยู่กว่า 1.27 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถือครองเพิ่มขึ้น ยังไม่มีสัญญาณการเทขายเพื่อถล่มหนี้สหรัฐฯ

               [3] ​การเกิด De-dollarization ในตลาดพลังงาน ​คำกล่าวอ้าง: ผู้ผลิตน้ำมันหันไปรับชำระด้วยเงินหยวน ยูโร หรือทองคำ
ความเป็นจริง: จีน รัสเซีย และอินเดีย มีการค้าขายพลังงานด้วยสกุลเงินอื่นจริง (เช่น หยวน รูเบิล รูปี) แต่พี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและ UAE ยังคงใช้ดอลลาร์เป็นแกนหลักในการตั้งราคาน้ำมัน

               สรุป: ขั้วอำนาจใหม่อย่างจีน รัสเซีย และอินเดีย มีการค้าพลังงานด้วยเงินหยวน รูเบิล หรือรูปี แต่ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังคงตั้งราคาน้ำมันและรับชำระเป็นดอลลาร์เป็นแกนหลัก

               แรงกระเพื่อมถึงไทย: #ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออก (ระยะ 3-5 ปีข้างหน้า) แม้ดอลลาร์จะยังไม่ตาย แต่วิวัฒนาการสู่โลกการเงินหลายขั้ว (Multipolar World) และกระแส De-dollarization ที่เร่งตัวขึ้น จะสร้างความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ให้กับทิศทางเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ดังนี้

              1. ความผันผวนของค่าเงินบาทและต้นทุนที่คาดเดายาก เมื่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์ลดลงและมีการใช้สกุลเงินอื่นแทรกแซงในตลาดโลกมากขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนสูง ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าของไทยที่คุ้นชินกับการอ้างอิงราคาเป็นดอลลาร์ (Pricing in USD) จะต้องแบกรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แกว่งตัวแรงขึ้น การทำประกันความเสี่ยง (Hedging) จะมีต้นทุนสูงขึ้นและซับซ้อนกว่าเดิม

              2. การปรับโครงสร้างสกุลเงินในการค้าระหว่างประเทศ เราจะเห็นคู่ค้าหลักของไทย โดยเฉพาะจีน เรียกร้องให้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการด้วยสกุลเงินหยวน (RMB) มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การค้าภายในภูมิภาคอาเซียน (Local Currency Settlement) จะขยายตัว เพื่อลดต้นทุนการแปลงสกุลเงินผ่านดอลลาร์ ธุรกิจไทยจึงต้องเร่งปรับตัวและเปิดบัญชีเพื่อรองรับการค้าหลายสกุลเงิน (Multi-currency) ให้ยืดหยุ่นขึ้น

               3. ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ หากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันหันไปรับชำระด้วยสกุลเงินอื่นผสมผสานกับดอลลาร์ ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจไม่ได้เคลื่อนไหวอิงกับแข็ง/อ่อนของดอลลาร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป สำหรับไทยที่เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Importer) ความผันผวนตรงนี้อาจทำให้การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานในประเทศทำได้ยากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศ

               4. โอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ฐานะประเทศ “เป็นกลาง” ในขณะที่โลกแบ่งขั้ว ประเทศไทยที่รักษาสถานะความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Neutrality) จะมีความได้เปรียบ หากไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านค่าเงินและมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เราอาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากความขัดแย้ง (Friend-shoring)

360429

              บทสรุป: #วิวัฒนาการที่ไทยต้องตื่นรู้

               ระเบียบปิโตรดอลลาร์กำลังวิวัฒนาการไปสู่ระบบที่หลากหลายมากขึ้น โลกกำลังเรียนรู้ที่จะไม่พึ่งพาขั้วอำนาจเดียวอีกต่อไป สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เวลาของการตื่นตระหนก แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ปรับตัว” ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับสกุลเงินทางเลือก ขณะที่ภาคธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อแข่งขันด้วย “มูลค่า” มากกว่า “ราคา” ที่ผูกติดกับค่าเงิน เราไม่อาจหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกได้ แต่เราสามารถเตรียมเรือของเราให้พร้อมรับมือกับคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้

 

ที่มา: น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน