เมื่อเปลวไฟแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางลุกลามจนกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความสูญเสียในพื้นที่ แต่ได้สร้าง “แรงกระเพื่อมระดับสากล” ที่กระชากให้ห่วงโซ่การขนส่ง (Logistics) และการกระจายพลังงานโลกต้องสะดุดลง ภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบและราคาที่ผันผวนอย่างรุนแรงกำลังตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวดว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่าง “ประเทศไทย” กำลังยืนอยู่บนปากเหวของความเสี่ยงขั้นวิกฤต
ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ในนิยามปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือ “ความอยู่รอดของชาติ” และหากขาดซึ่งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะพังทลาย และที่สำคัญที่สุด ยุทโธปกรณ์ทางทหารก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กที่ไร้ชีพจร
บทเรียนจากความตื่นรู้ของมหาอำนาจ และจุดอ่อน “วัวหายล้อมคอก” ของไทย หากเรามองออกไปนอกบ้าน จะเห็นวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่บริโภคพลังงานมหาศาล ได้อ่านเกมล่วงหน้ามานับสิบปี พวกเขาไม่ได้รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยหาทางแก้ แต่ได้เข้าไปลงทุนและกำหนดจุดยุทธศาสตร์ในการตั้ง คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทก (Buffer) และประกันความเสี่ยงให้กับเส้นทางสายไหมทางทะเลของตนเอง ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียเองก็มีทรัพยากรและระบบการจัดการคลังสำรองของรัฐที่เข้มแข็ง
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ยุทธศาสตร์พลังงานของเราที่ผ่านมามักตกอยู่ในวังวนของความประมาท อาศัยกลไกการตลาดและการสำรองของภาคเอกชนเป็นหลัก มีพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบ “วัวหายล้อมคอก” คือรอให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันหรือของขาดแคลนก่อน แล้วจึงค่อยออกมาตรการอุดหนุนระยะสั้น ซึ่งเป็นการผลาญงบประมาณแผ่นดินโดยไม่ได้สร้างรากฐานความมั่นคงใดๆ
บูรณาการ 3 เสาหลัก: รัฐ เอกชน และ “กองทัพไทย” การจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ประเทศไทยไม่อาจผลักภาระไปที่ภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างระบบสำรองที่บูรณาการ 3 เสาหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ หน่วยงานความมั่นคง (กองทัพไทย)
ในภาวะสงครามหรือวิกฤตการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ ห่วงโซ่อุปทานของพลเรือนจะล่มสลายเป็นอันดับแรก หากกองทัพไม่มีการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่เพียงพอและแยกขาดจากการใช้ของพลเรือน ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรักษาความสงบเรียบร้อยจะถูกตัดทอนลงทันที
1. การสำรองเพื่อปฏิบัติการทางทหาร: กองทัพต้องมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองที่สามารถรองรับแผนป้องกันประเทศได้ในระยะยาว (Sustainment) โดยไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากรกับภาคประชาชนในยามวิกฤต
2. การกระจายความเสี่ยงทางยุทธวิธี: คลังน้ำมันของกองทัพต้องไม่กระจุกตัว แต่ต้องถูกออกแบบให้ทนทานต่อการโจมตีทางทหารหรือภัยพิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องบินรบ เรือรบ และระบบส่งกำลังบำรุงจะยังคงปฏิบัติการได้ในทุกสภาวการณ์
“แลนด์บริดจ์” ต้องเป็นมากกว่าทางผ่าน แต่คือ “ป้อมปราการพลังงานชาติ” รัฐบาลกำลังผลักดันอภิมหาโปรเจกต์อย่าง “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) ชุมพร-ระนอง เพื่อเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร แต่หากเรามองโครงการนี้เป็นเพียง “ระบบโลจิสติกส์ทางเลือก” ถือว่าเรากำลังเสียของและมองข้ามศักยภาพที่แท้จริง
ในเชิงยุทธศาสตร์ แลนด์บริดจ์จะต้องถูกยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางพลังงานและคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ” โดยมีองค์ประกอบดังนี้
[1] การจัดสรรพื้นที่แบบบูรณาการ: ต้องมีการแบ่งโซนคลังสำรองให้ชัดเจน ทั้งสำหรับเชิงพาณิชย์ (เอกชน) สำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (รัฐบาล) และ สำหรับยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (กองทัพ)
[2] จุดยุทธศาสตร์ส่งกำลังบำรุง: หากช่องแคบมะละกาถูกปิดกั้น พื้นที่แลนด์บริดจ์จะกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางทหารและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด การมีคลังสำรองของกองทัพที่จุดนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทั้งสองฝั่งมหาสมุทรได้อย่างทันท่วงที
ทางรอดที่แท้จริง: สลัดแอกเชื้อเพลิงฟอสซิล สู่ “เอกราชทางพลังงานหมุนเวียน” อย่างไรก็ตาม การสำรองน้ำมันเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ตราบใดที่เรายังต้องนำเข้าน้ำมัน เราก็ยังคงเป็นเป้านิ่งในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก ยุทธศาสตร์ขั้นสูงสุดที่ไทยต้องเหยียบคันเร่งอย่างเต็มที่นับจากวินาทีนี้ คือ การสนับสนุนและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างเต็มรูปแบบ
1) ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย: ภาครัฐต้องเปิดเสรีและอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวลในทุกระดับ
2) ความมั่นคงแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Security): การมีแหล่งผลิตพลังงานและระบบ Microgrid กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงในค่ายทหารและหน่วยงานความมั่นคง จะทำให้ระบบพลังงานของชาติมีความยืดหยุ่น (Resilience) หากโครงข่ายหลักถูกทำลาย หน่วยงานความมั่นคงก็ยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและปฏิบัติภารกิจต่อไปได้
บทสรุป
โลกแห่งอนาคตคือโลกแห่งความผันผวน ประเทศไทยไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกลยุทธ์ตั้งรับแบบเดิม การสร้างคลังสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งพลเรือนและกองทัพ โดยใช้ประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่ไปกับการเร่งรัดสู่พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เดียวที่จะเปลี่ยนสถานะของไทยจากผู้พึ่งพา สู่การมี “เอกราชและอำนาจอธิปไตยทางพลังงาน” อย่างแท้จริง
อยู่ที่ว่า… เราจะเริ่มลงมือสร้างกำแพงและตระเตรียมเสบียงตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอให้ไฟสงครามลามมาถึงหน้าประตูบ้าน แล้วค่อยหาน้ำมาดับไฟ?
ที่มา: น.อ.ดร. จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–



เรื่องน่าอ่าน
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลก: จากทองคำ สู่ CBDC และสมรภูมิ AI /โดย: ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์แบตเตอรี่โลก : สงครามยานยนต์ไฟฟ้าที่จีนครองเบ็ดเสร็จ และก้าวต่อไปสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต /โดย ดร.Force
สยามอะเมซิ่งพาร์ค ชวนเที่ยวฟรี!!! ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” และ ผู้ได้รับสิทธิ์ “ ไทยช่วยไทยพลัส” 11 มิ.ย. – 5 ก.ค. นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนนทบุรี เดินหน้าสร้างความร่วมมือภาคการศึกษา พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่
DSI ส่งสำนวนฟ้อง 70 ผู้ต้องหา คดีฮั้วประมูลถนนนครปฐม โยงคดี “กำนันนก”
DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 ราย ปมเอื้อขบวนการลักไฟฟ้าทำเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่ธัญบุรี