“บาทแข็ง… ดั่งป้อมปราการ หรือ กรงขังเศรษฐกิจ?” ถอดรหัส Safe Haven ที่อาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อภาคส่งออก /โดย: ดร.Force

411040

     ท่ามกลางพายุความผันผวนของตลาดการเงินเอเชียที่กระแสทุนต่างชาติไหลกลับไปหาดอลลาร์สหรัฐฯ “เงินบาทไทย” กลับยืนหยัดต้านทานแรงปะทะได้อย่างน่าทึ่ง จนถูกขนานนามว่าเป็น “Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยแห่งใหม่ในภูมิภาค

               เมื่อมองในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomics) ภาพนี้สะท้อนถึงวินัยและเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงลิ่ว ซึ่งเปรียบเสมือนกันชนชั้นดี รายได้จากภาคการท่องเที่ยว ที่คอยหล่อเลี้ยงดุลบัญชีเดินสะพัด และ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ แต่เราต้องตั้งคำถามที่ลึกลงไปกว่าตัวเลขบรรทัดสุดท้ายว่า “#เสถียรภาพที่แข็งแกร่งนี้เป็นภาพสะท้อนของสุขภาพเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม หรือ #เป็นเพียงภาพลวงตาที่ซ่อนบาดแผลของโครงสร้างเศรษฐกิจเอาไว้?”

               [ วิพากษ์ฉากหน้าของ “Safe Haven” ]

               หากเราชำแหละ 3 เสาหลักที่ค้ำยันเงินบาท จะพบความจริงอีกด้านที่น่ากังวล

               1. ทุนสำรองที่ “หนาปึก” อาจแปลว่าเรา “ไม่ลงทุน”: การมีเงินเก็บเยอะเป็นเรื่องดี แต่ในระดับประเทศ การกอดทุนสำรองไว้มหาศาลโดยไม่มีการนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือยกระดับเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ อาจสะท้อนถึง “#การขาดโอกาสในการลงทุน” ภายในประเทศ

               2. พึ่งพาท่องเที่ยวมากไป = ความเปราะบาง: #การใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก สะท้อนว่าเรายังยึดติดกับรายได้ที่อ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก (เช่น โรคระบาด หรือภูมิรัฐศาสตร์) และความมั่งคั่งมักกระจุกตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ

               3. เงินเฟ้อที่ “คุมได้” หรือ “คนไม่มีกำลังซื้อ?”: เงินเฟ้อไทยที่ต่ำต้อยในขณะนี้ ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากภาวะ “#หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงจนคนไทยไม่มีกำลังซื้อ” พ่อค้าแม่ค้าไม่กล้าขึ้นราคาเพราะกลัวขายไม่ออก นี่คือภาวะเศรษฐกิจซึมลึกที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขเงินเฟ้อที่ดูสวยงาม

               [ ผู้ชนะ vs ผู้แพ้: #บาทแข็งดีต่อใครมากกว่ากัน? ]

               คำถามสำคัญ คือ เงินบาทที่แข็งแกร่งและนิ่งกว่าเพื่อนบ้าน ส่งผลดีต่อคนทำงานและนักลงทุนในประเทศ หรือส่งผลเสียต่อ ‘คนส่งออก’ มากกว่ากัน? หากวิเคราะห์จากโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (ที่พึ่งพาการส่งออกกว่า 50-60% ของ GDP) คำตอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “#มันส่งผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจและภาคการส่งออกมากกว่าประโยชน์ที่คนทำงานจะได้รับ”

              #ฝั่งผู้ได้ประโยชน์
                     (1) นักลงทุนในประเทศและผู้นำเข้า: ได้เปรียบเต็มประตู สามารถนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ เทคโนโลยี หรือแม้แต่การออกไปลงทุนในต่างประเทศ (Outbound Investment) ได้ในต้นทุนที่ถูกลง

                     (2) คนทำงานและผู้บริโภคทั่วไป: ได้รับอานิสงส์จากสินค้านำเข้าที่ราคาถูกลง (เช่น โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ไอที รถยนต์นำเข้า) และราคาน้ำมันที่ไม่พุ่งทะลุเพดานมากนัก ช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้ระดับหนึ่ง

               #ฝั่งผู้เสียผลประโยชน์
                     (1) ภาคการส่งออก (หัวใจของเศรษฐกิจไทย): นี่คือผู้รับเคราะห์หนักที่สุด เมื่อบาทแข็งกว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่ง (เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น) สินค้าไทยจะ “แพงขึ้น” ทันทีในสายตาตลาดโลก ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแปลงรายได้สกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาท กำไรจะหดหายไปทันที

                     (2) ภาคการเกษตร: สินค้าเกษตรมักแข่งขันกันที่ราคา บาทที่แข็งจะทำให้ข้าวหรือยางพาราไทยสู้ราคาประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้

               บทสรุปของการชั่งน้ำหนัก: แม้คนทำงานจะซื้อของนำเข้าได้ถูกลง แต่หากโรงงานส่งออกต้องปิดตัวหรือลดกำลังการผลิตเพราะสู้ต้นทุนและราคาในตลาดโลกไม่ได้ “การตกงาน” และ “โบนัสที่หดหาย” จะกลายเป็นฝันร้ายที่กลบข้อดีของการซื้อของถูกไปจนหมดสิ้น ดังนั้น บาทที่แข็งเกินไปจึงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่า

               [ เข็มทิศการปรับตัว: #เปลี่ยนวิกฤตค่าเงินให้เป็นโอกาส ]

               ในเมื่อเราไม่สามารถฝืนกลไกตลาดโลกที่ดันเงินทุนเข้ามาพักในไทยได้ ทุกภาคส่วนจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

               1. สำหรับภาคธุรกิจและผู้ส่งออก
                     1.1 เลิกแข่งด้วย “ราคา” แต่ต้องแข่งด้วย “มูลค่า”: สินค้าไทยไม่อาจใช้จุดขายเรื่องราคาถูกได้อีกต่อไป ต้องเร่งยกระดับไปสู่ High Value-Added Products เช่น สินค้านวัตกรรม สินค้าเกษตรแปรรูปขั้นสูง หรือแบรนด์ดิ้งที่แข็งแกร่ง
                     1.2 บริหารความเสี่ยง: ห้ามเก็งกำไรค่าเงินเด็ดขาด ต้องใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ
                      1.3 ฉวยโอกาสนำเข้า: ในช่วงที่บาทแข็ง ถือเป็น “นาทีทอง” ในการนำเข้าเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศมาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ในต้นทุนที่ถูกลง

               2. สำหรับนักลงทุนในประเทศ
               กระจายความเสี่ยงสู่ตลาดโลก (Diversification): เป็นจังหวะที่ดีในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนไปยังกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หรือสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ เพราะเราใช้เงินบาทจำนวนน้อยลงในการซื้อสินทรัพย์เท่าเดิม

               3. สำหรับภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
                     3.1 ควรมีนโยบายเชิงรุกในการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ (Capital Outflow) เพื่อลดแรงกดดันของเงินบาท
                     3.2 ดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวน “เร็วและแรง” เกินกว่าที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวทัน

               #บทส่งท้าย

               เงินบาทที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ แต่อย่าปล่อยให้มันเป็นเพียง “ถ้วยรางวัล” ที่ตั้งโชว์ไว้บนหิ้ง ในขณะที่รากหญ้าและภาคการผลิตกำลังสำลักน้ำ เราต้องเปลี่ยนความแข็งแกร่งของเงินบาทในวันนี้ ให้เป็น “แต้มต่อ” ในการนำเข้าเทคโนโลยีและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อให้เราเป็น “Safe Haven” ที่มั่งคั่งจากภายในอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่พักเงินชั่วคราวของนักลงทุนต่างชาติ

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน