กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในสภาผู้แทนราษฎรและแวดวงเทคโนโลยี สำหรับโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เตรียมควักเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) สูงถึง 1,640 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อสิทธิ์การใช้งาน AI ระดับ Pro จำนวน 5 ล้านสิทธิ์ แจกจ่ายให้ประชาชนชาวไทย
แม้รัฐบาลจะพยายามชูข้ออ้างเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และการสร้างแต้มต่อในแนวคิด “Learn to Earn” แต่เมื่อกะเทาะเปลือกนอกของโครงการนี้ออก จะพบเงื่อนงำและโครงสร้างทางความคิดที่เต็มไปด้วยข้อกังขา ทั้งในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมผู้บริโภค และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
1. รัฐคิดแทนประชาชน: ความเข้าใจผิดในธรรมชาติของ AI ข้ออ้างหลักของกระทรวงดีอีคือ การใช้กลไกการซื้อแบบลอตใหญ่ (Bulk Purchase) เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดมาก แต่คำถามสำคัญที่รัฐบาลตอบไม่ได้คือ ประชาชน 5 ล้านคนที่รัฐเลือกให้นั้น “จำเป็น” และ “พร้อม” จะใช้ AI ระดับ Pro จริงหรือไม่?
ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน โมเดล AI ยักษ์ใหญ่แทบทุกค่าย (เช่น ChatGPT, Gemini, Copilot) ล้วนเปิดให้ประชาชน ใช้งานได้ฟรี ในระดับพื้นฐาน ซึ่งเพียงพออย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
1) ผู้ที่ไม่ได้ใช้: ต่อให้รัฐประเคนสิทธิ์ระดับ Pro ให้ฟรี เขาก็อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากขาดทักษะพื้นฐาน (AI Literacy) สุดท้ายงบประมาณส่วนนี้จะกลายเป็น “สิทธิ์ขยะ” ที่ละลายหายไปกับกาลเวลา 1 ปี
2) ผู้ที่จำเป็นต้องใช้: กลุ่มผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ หรือนักพัฒนาระดับมืออาชีพที่มีความจำเป็นต้องใช้ AI ประสิทธิภาพสูงเพื่อต่อยอดธุรกิจ กลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมและยินดีที่จะควักเงินจ่ายด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะพวกเขาคือผู้ชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าและความเสี่ยงในเชิงพาณิชย์ได้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลมาทำหน้าที่ “คิดเองเออเอง” ว่าต้องการอะไร
การกระจายงบประมาณแบบหว่านแหให้คน 5 ล้านคน จึงเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิดฝาผิดตัว และสะท้อนภาพระบอบราชการส่วนกลางที่ยังติดหล่มกับแนวคิด “รัฐอุปถัมภ์แบบเหมาเข่ง” แทนที่จะปล่อยให้กลไกตลาดและพฤติกรรมผู้ใช้จริงเป็นตัวขับเคลื่อน
2. เม็ดเงิน 1,640 ล้านบาท: คุ้มค่าจริง หรือควรนำไปใช้จุดอื่น? หากรัฐบาลมีความปรารถนาดีที่จะยกระดับ “AI Diffusion” ของประเทศให้สู้กับสิงคโปร์หรือเวียดนามจริง เงินจำนวน 1,640 ล้านบาทสามารถนำไปแปรเปลี่ยนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนกว่าการซื้อสิทธิ์ซอฟต์แวร์รายปี (Subscription) ซึ่งหมดอายุใน 365 วัน เช่น
– การลงทุนในระบบ Cloud หรือ Compute Infrastructure ของประเทศ
– การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนา Local AI Model (ภาษาไทย) ที่ตอบโจทย์บริบทสังคมและกฎหมายไทย
– การจัดทำหลักสูตรและจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา เพื่อเพิ่มทักษะความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ให้กับคนไทยในวงกว้าง
การเลือกซื้อสิทธิ์จากบิ๊กเทคต่างชาติในลักษณะ “เช่าใช้” ชั่วคราว จึงไม่ต่างอะไรจากการตักน้ำรดกองทราย ที่สุดท้ายเมื่อหมดสัญญา เงินพันกว่าล้านก็ไหลออกนอกประเทศ โดยไม่มีสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีใด ๆ ตกเป็นของแผ่นดินอย่างยั่งยืน
3. เงื่อนงำล็อกสเปกและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความคุ้มค่า แต่คือ “กระบวนการได้มา” ที่สุ่มเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใส
⚠️ ข้อพิรุธ 3 ประการที่สังคมต้องร่วมจับตา
[1] การใช้นอกงบประมาณแผ่นดิน: การเลือกใช้เงินจาก “กองทุน DE” ทำให้โครงการมูลค่าพันล้านนี้ ไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองและตัดลดจากสภาผู้แทนราษฎร และไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจาก ครม. ถือเป็นการเลี่ยงกลไกตรวจสอบระบอบรัฐสภาอย่างน่าเกลียด
[2] ความเร็วสปีดสายฟ้าฟาด: กระบวนการจัดทำ TOR ไปจนถึงการประมูล e-Bidding ใช้เวลาเพียง 34 วัน สำหรับโครงการเทคโนโลยีระดับโลกที่ซับซ้อนเช่นนี้ ความรวดเร็วดังกล่าวชวนให้ตั้งคำถามว่า เป็นการดำเนินงานที่มี “ไอ้โม่ง” จัดตั้งและล็อกสเปกไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่
[3] TOR แฝงผลประโยชน์ทุนโฆษณา: ข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุให้ผู้ชนะต้องโฆษณาโครงการผ่าน “จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา และไม่น้อยกว่า 6,000 จอ” เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ย้อนแย้งกับวัตถุประสงค์โครงการอย่างสิ้นเชิง เหตุใดโครงการแจกสิทธิ์ AI จึงต้องนำเงินภาษีไปอุดหนุนพื้นที่โฆษณาของกลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แทนที่จะวัดผลที่จำนวนผู้ใช้งานจริง?
【บทสรุป】
โครงการ TH-AI Passport กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนนี้ ท่ามกลางเสียงเตือนและสายตาจับจ้องจากสังคม
บทความนี้ขอเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช. และ สตง. เข้ามาอายัดและตรวจสอบ โครงการนี้โดยเร่งด่วน รัฐบาลต้องตระหนักว่าเงิน 1,640 ล้านบาทคือเงินภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินในกระเป๋าของพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ทำโครงการขายฝัน หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งภายใต้ฉากบังหน้าของเทคโนโลยีล้ำสมัย
อย่าปล่อยให้ความต้องการลวงโลกที่ว่า “ประชาชนต้องใช้ AI” มาเป็นข้ออ้างในการผลาญงบประมาณแผ่นดินอย่างสูญเปล่าอีกเลย
ที่มา SocialeyesThailand ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลก: จากทองคำ สู่ CBDC และสมรภูมิ AI /โดย: ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์แบตเตอรี่โลก : สงครามยานยนต์ไฟฟ้าที่จีนครองเบ็ดเสร็จ และก้าวต่อไปสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต /โดย ดร.Force
สยามอะเมซิ่งพาร์ค ชวนเที่ยวฟรี!!! ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” และ ผู้ได้รับสิทธิ์ “ ไทยช่วยไทยพลัส” 11 มิ.ย. – 5 ก.ค. นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนนทบุรี เดินหน้าสร้างความร่วมมือภาคการศึกษา พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่
DSI ส่งสำนวนฟ้อง 70 ผู้ต้องหา คดีฮั้วประมูลถนนนครปฐม โยงคดี “กำนันนก”
DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 ราย ปมเอื้อขบวนการลักไฟฟ้าทำเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่ธัญบุรี