
เวลาราคาน้ำมันหรือค่าไฟพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกับ “#โจทย์ปราบเซียน” เดียวกัน คือ จะช่วยลดค่าครองชีพประชาชนอย่างไร ไม่ให้กลายเป็นการสร้างหนี้ก้อนโตทิ้งไว้ให้ลูกหลาน
หากมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และย้อนกลับมาดูประเทศไทย เราจะเห็นว่าทั้งสองประเทศเจอปัญหาเดียวกัน แต่เลือกใช้ “วิธีรักษา” ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยมักเลือกใช้ “ยาแก้ปวด” (กดราคาไว้ก่อนเพื่อให้คนไม่ช็อก) ขณะที่มาเลเซียกำลังหันไปใช้ “ยาตรงจุด” (ลดการอุ้มคนรวย และช่วยเฉพาะคนที่จำเป็น) ทำไมไทยถึงต้องเริ่มมองมาตรการของมาเลเซีย และเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการพลังงาน? นี่คือสิ่งที่พึงพิจารณา
[มาเลเซีย: เลิกอุ้มทุกคน แต่ไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่] มาเลเซียกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบอุดหนุนแบบถ้วนหน้า มาเป็น “การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า” (Targeted Subsidies) หรือที่หลายคนเรียกว่าระบบราคาสองชั้น แนวคิดนี้ไม่ได้แปลว่ารัฐลอยแพประชาชน แต่หมายถึง
(1) ค่าไฟ: ประชาชนกว่า 85% ยังได้รับการอุดหนุนอยู่ แต่กลุ่มที่ใช้ไฟเปลือง (เกิน 600 หน่วย/เดือน) จะต้องจ่ายในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น วิธีนี้ประหยัดงบประเทศได้มหาศาล และสร้างแรงจูงใจให้คนประหยัดพลังงาน
(2) ดีเซล: รัฐมองว่าดีเซลคือ “ต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่เรื่องของรถส่วนตัว มาเลเซียจึงแยกกลุ่มช่วยเหลืออย่างละเอียด เช่น ภาคการเกษตร, ขนส่งสาธารณะ และโลจิสติกส์ จะได้รับการช่วยเหลือผ่านบัตรเฉพาะหรือการคืนเงิน (Cashback) ในขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคลขนาดใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิ์นี้เท่าเทียมกัน
[ไทย: “การอุ้มแบบหว่านแห” ที่ซ่อนหนี้ไว้ใต้พรม] ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานแพง รัฐบาลไทยมักเลือกใช้วิธี “ประคองราคาหน้าป้าย” ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น การตรึงค่า Ft, การกดราคาดีเซลไม่ให้เกินเพดาน, หรือการงดเว้นภาษี ข้อดีคือประชาชนไม่ช็อก เงินเฟ้อไม่พุ่ง และลดแรงเสียดทานทางการเมืองในระยะสั้น
แต่ข้อเสียที่ตามมาคือ “หายนะทางการคลัง” ที่ซ่อนอยู่
(1) รัฐเสียเงินมหาศาลไปอุ้มคนที่ไม่จำเป็นต้องอุ้ม: การลดราคาหน้าปั๊มหรือหน้าบิลค่าไฟ แปลว่า “ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งได้ส่วนลดเยอะ” คนขับรถสปอร์ตหรือบ้านหลังใหญ่ที่เปิดแอร์ทั้งวัน กลับได้เงินอุดหนุนจากภาษีประชาชนมากกว่าคนหาเช้ากินค่ำเสียอีก
(2) ซุกหนี้ไว้ที่หน่วยงานรัฐ: ต้นทุนพลังงานไม่ได้หายไปไหน รัฐแค่ย้ายบิลไปให้ กฟผ. หรือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกรับไว้แทน จนปัจจุบันหน่วยงานเหล่านี้แบกหนี้สินรวมกันหลักแสนล้านบาท ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเอาเงินภาษีของพวกเราในอนาคตไปจ่ายคืนอยู่ดี
(3) บิดเบือนพฤติกรรมผู้บริโภค: เมื่อของถูกกว่าความเป็นจริง คนก็ไม่รู้สึกว่าต้องประหยัด ไม่เกิดการปรับตัวไปใช้พลังงานทางเลือก และยังเปิดช่องให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันถูกๆ ไปขายประเทศเพื่อนบ้าน
[โจทย์ที่ใหญ่กว่า: บาดแผลเชิงโครงสร้างของไทย]
หากไทยจะแก้ปัญหานี้ เราจะมองแค่เรื่องการอุดหนุนไม่ได้ แต่ต้องมองลึกถึงโครงสร้าง
(1) วิกฤตค่าไฟ ไม่ได้เกิดแค่เพราะก๊าซแพง: เราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในการผลิตไฟฟ้าสูงมาก เมื่อราคาตลาดโลกสวิง ค่าไฟเราก็สั่นคลอน นอกจากนี้ ไทยยังมีปัญหา “สำรองไฟฟ้าล้นเกิน” และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ ทำสัญญาแล้วต้องจ่ายแม้ไม่ได้เดินเครื่อง (Take-or Pay) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ผลักภาระมาที่ประชาชน
(2) ดีเซลคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ: การปล่อยลอยตัวดีเซลทันทีจะทำให้ของแพงทั้งแผ่นดิน เพราะต้นทุนโลจิสติกส์ไทยพึ่งพาถนนและรถบรรทุกเป็นหลัก ดังนั้น การจะเลิกอุ้มดีเซลแบบเหวี่ยงแห ต้องทำพร้อมกับการช่วยเหลือภาคขนส่งอย่างเป็นระบบ
[ทางออกของประเทศไทย: ทำอย่างไรให้ “มุ่งเป้า” ได้จริง?]
เราไม่จำเป็นต้องลอกมาเลเซียมาทั้งหมด แต่เราต้องนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับ “จุดแข็ง” ที่ไทยมี โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล หากเราจะเปลี่ยนผ่าน รัฐต้องเตรียมความพร้อม 4 ด้าน
1. ใช้ Big Data และ แอปพลิเคชันของรัฐให้เป็นประโยชน์: ไทยมีระบบอย่าง “เป๋าตัง” หรือฐานข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการคืนเงิน (Cashback) หรือให้ส่วนลดค่าพลังงานเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือภาคขนส่งที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องได้โดยตรง
2. อุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริต: ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่ได้สิทธิ์น้ำมันราคาถูก (เช่น รถบรรทุก) นำไปใช้เพื่อการขนส่งจริง ไม่ใช่การนำสิทธิ์ไปสวมรอยขายต่อ
3. โปร่งใสเรื่องต้นทุน: บิลค่าไฟและราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ควรระบุให้ชัดเจนว่า ต้นทุนจริงคือเท่าไหร่ ภาษีคือเท่าไหร่ และรัฐกำลังเอาเงินภาษีมาช่วยจ่ายอุดหนุนอยู่กี่บาท เพื่อให้สังคมตระหนักรู้ถึงมูลค่าที่แท้จริง
4. มี Roadmap การถอยที่ชัดเจน: มาตรการแทรกแซงราคาต้องมี “วันหมดอายุ” ไม่ใช่ปล่อยลากยาวจนกลายเป็นนโยบายประชานิยมถาวรที่แตะต้องไม่ได้
[บทสรุป]
รัฐบาลที่ดี ไม่ใช่รัฐบาลที่พยายามกดราคาทุกอย่างให้ต่ำที่สุดด้วยการสร้างหนี้ซุกไว้ใต้พรม แต่คือรัฐบาลที่กล้าพูดความจริงกับประชาชน และออกแบบระบบความช่วยเหลือที่ชาญฉลาด
ในยุคที่ความผันผวนของโลกคาดเดาไม่ได้ ประเทศที่จะอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน คือประเทศที่จัดสรรทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ เลิกหว่านแห เอาเงินภาษีไปอุ้มคนที่ดูแลตัวเองได้ แล้วทุ่มกำลังไปช่วย “#คนที่ควรช่วย” และ “#ปรับโครงสร้างพลังงาน” อย่างแท้จริง
ประเด็นชวนคิดต่อ: โครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชันอย่าง “เป๋าตัง” หรือ “ThaiID” ที่เราคนไทยคุ้นเคยกันดี คุณคิดว่าในทางปฏิบัติจริง หากรัฐนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการ “#โอนส่วนลดพลังงาน” ให้เฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือรถรับจ้าง มันจะมีอุปสรรคใดที่รัฐบาลควรต้องระวังมากที่สุดในการเริ่มต้นครับ?
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน
10 คณะกรรมการโก๋ & กี๋หลังวังรุ่นเก๋า!!! ร่วมค้นหาดาวดวงใหม่ ครองแชมป์ “โก๋หลังวัง” ซีซั่น 4 ปี 2569 ลุ้น!!! ไปกับ 20 โก๋ & กี๋ หลังวังรุ่นใหม่ รอบชิงชนะเลิศ 20 กันยายนนี้ ณ เวทีศาลาเฉลิมกรุง
กรณีคดีฮั้ว สว. ผ่านสื่อและช่องทางออนไลน์
ศุภณัฐกาง 7 พิรุธเช่ารถขยะ EV กทม. งบหมื่นล้านตลอด 3 ปี ล่มคามือ เหตุทำผิดกฎหมาย-ล็อกสเปก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
กบน.ปรับอัตรากองทุนน้ำมันใหม่ อุดหนุนดีเซล 8.43 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย. 2569 หลังกบง.เคาะลดดีเซลหน้าโรงกลั่นลิตรละ 4 บาท
เครือข่ายสารเสพติดบุกพรรคภูมิใจไทย จี้ “อนุทิน” ลงนามดัน พ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับประชาชนเข้าสภา
DSI บูรณาการร่วมกับ 18 หน่วยงาน ร่วมกันตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล โดยการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม ปรับราคาค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา รถ 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 80 บาท มีผล 15 ธันวาคม 2569