“#อุ้มจนหลังแอ่น” บทเรียนพลังงานไทย-มาเลเซีย ทำไมเราต้องเลิกหว่านแห แล้วหันมา “ช่วยให้ตรงจุด” /โดย: ดร.Force

391523

      เวลาราคาน้ำมันหรือค่าไฟพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกับ “#โจทย์ปราบเซียน” เดียวกัน คือ จะช่วยลดค่าครองชีพประชาชนอย่างไร ไม่ให้กลายเป็นการสร้างหนี้ก้อนโตทิ้งไว้ให้ลูกหลาน

               หากมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และย้อนกลับมาดูประเทศไทย เราจะเห็นว่าทั้งสองประเทศเจอปัญหาเดียวกัน แต่เลือกใช้ “วิธีรักษา” ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยมักเลือกใช้ “ยาแก้ปวด” (กดราคาไว้ก่อนเพื่อให้คนไม่ช็อก) ขณะที่มาเลเซียกำลังหันไปใช้ “ยาตรงจุด” (ลดการอุ้มคนรวย และช่วยเฉพาะคนที่จำเป็น) ทำไมไทยถึงต้องเริ่มมองมาตรการของมาเลเซีย และเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการพลังงาน? นี่คือสิ่งที่พึงพิจารณา

               [มาเลเซีย: เลิกอุ้มทุกคน แต่ไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่] มาเลเซียกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบอุดหนุนแบบถ้วนหน้า มาเป็น “การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า” (Targeted Subsidies) หรือที่หลายคนเรียกว่าระบบราคาสองชั้น แนวคิดนี้ไม่ได้แปลว่ารัฐลอยแพประชาชน แต่หมายถึง

               (1) ค่าไฟ: ประชาชนกว่า 85% ยังได้รับการอุดหนุนอยู่ แต่กลุ่มที่ใช้ไฟเปลือง (เกิน 600 หน่วย/เดือน) จะต้องจ่ายในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น วิธีนี้ประหยัดงบประเทศได้มหาศาล และสร้างแรงจูงใจให้คนประหยัดพลังงาน

               (2) ดีเซล: รัฐมองว่าดีเซลคือ “ต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่เรื่องของรถส่วนตัว มาเลเซียจึงแยกกลุ่มช่วยเหลืออย่างละเอียด เช่น ภาคการเกษตร, ขนส่งสาธารณะ และโลจิสติกส์ จะได้รับการช่วยเหลือผ่านบัตรเฉพาะหรือการคืนเงิน (Cashback) ในขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคลขนาดใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิ์นี้เท่าเทียมกัน

               [ไทย: “การอุ้มแบบหว่านแห” ที่ซ่อนหนี้ไว้ใต้พรม]  ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานแพง รัฐบาลไทยมักเลือกใช้วิธี “ประคองราคาหน้าป้าย” ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น การตรึงค่า Ft, การกดราคาดีเซลไม่ให้เกินเพดาน, หรือการงดเว้นภาษี ข้อดีคือประชาชนไม่ช็อก เงินเฟ้อไม่พุ่ง และลดแรงเสียดทานทางการเมืองในระยะสั้น
               แต่ข้อเสียที่ตามมาคือ “หายนะทางการคลัง” ที่ซ่อนอยู่

               (1) รัฐเสียเงินมหาศาลไปอุ้มคนที่ไม่จำเป็นต้องอุ้ม: การลดราคาหน้าปั๊มหรือหน้าบิลค่าไฟ แปลว่า “ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งได้ส่วนลดเยอะ” คนขับรถสปอร์ตหรือบ้านหลังใหญ่ที่เปิดแอร์ทั้งวัน กลับได้เงินอุดหนุนจากภาษีประชาชนมากกว่าคนหาเช้ากินค่ำเสียอีก

               (2) ซุกหนี้ไว้ที่หน่วยงานรัฐ: ต้นทุนพลังงานไม่ได้หายไปไหน รัฐแค่ย้ายบิลไปให้ กฟผ. หรือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกรับไว้แทน จนปัจจุบันหน่วยงานเหล่านี้แบกหนี้สินรวมกันหลักแสนล้านบาท ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเอาเงินภาษีของพวกเราในอนาคตไปจ่ายคืนอยู่ดี

               (3) บิดเบือนพฤติกรรมผู้บริโภค: เมื่อของถูกกว่าความเป็นจริง คนก็ไม่รู้สึกว่าต้องประหยัด ไม่เกิดการปรับตัวไปใช้พลังงานทางเลือก และยังเปิดช่องให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันถูกๆ ไปขายประเทศเพื่อนบ้าน

               [โจทย์ที่ใหญ่กว่า: บาดแผลเชิงโครงสร้างของไทย]

               หากไทยจะแก้ปัญหานี้ เราจะมองแค่เรื่องการอุดหนุนไม่ได้ แต่ต้องมองลึกถึงโครงสร้าง

               (1) วิกฤตค่าไฟ ไม่ได้เกิดแค่เพราะก๊าซแพง: เราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในการผลิตไฟฟ้าสูงมาก เมื่อราคาตลาดโลกสวิง ค่าไฟเราก็สั่นคลอน นอกจากนี้ ไทยยังมีปัญหา “สำรองไฟฟ้าล้นเกิน” และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ ทำสัญญาแล้วต้องจ่ายแม้ไม่ได้เดินเครื่อง (Take-or Pay) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ผลักภาระมาที่ประชาชน

               (2) ดีเซลคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ: การปล่อยลอยตัวดีเซลทันทีจะทำให้ของแพงทั้งแผ่นดิน เพราะต้นทุนโลจิสติกส์ไทยพึ่งพาถนนและรถบรรทุกเป็นหลัก ดังนั้น การจะเลิกอุ้มดีเซลแบบเหวี่ยงแห ต้องทำพร้อมกับการช่วยเหลือภาคขนส่งอย่างเป็นระบบ

               [ทางออกของประเทศไทย: ทำอย่างไรให้ “มุ่งเป้า” ได้จริง?]

               เราไม่จำเป็นต้องลอกมาเลเซียมาทั้งหมด แต่เราต้องนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับ “จุดแข็ง” ที่ไทยมี โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล หากเราจะเปลี่ยนผ่าน รัฐต้องเตรียมความพร้อม 4 ด้าน

               1. ใช้ Big Data และ แอปพลิเคชันของรัฐให้เป็นประโยชน์: ไทยมีระบบอย่าง “เป๋าตัง” หรือฐานข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการคืนเงิน (Cashback) หรือให้ส่วนลดค่าพลังงานเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือภาคขนส่งที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องได้โดยตรง

               2. อุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริต: ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่ได้สิทธิ์น้ำมันราคาถูก (เช่น รถบรรทุก) นำไปใช้เพื่อการขนส่งจริง ไม่ใช่การนำสิทธิ์ไปสวมรอยขายต่อ

               3. โปร่งใสเรื่องต้นทุน: บิลค่าไฟและราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ควรระบุให้ชัดเจนว่า ต้นทุนจริงคือเท่าไหร่ ภาษีคือเท่าไหร่ และรัฐกำลังเอาเงินภาษีมาช่วยจ่ายอุดหนุนอยู่กี่บาท เพื่อให้สังคมตระหนักรู้ถึงมูลค่าที่แท้จริง

               4. มี Roadmap การถอยที่ชัดเจน: มาตรการแทรกแซงราคาต้องมี “วันหมดอายุ” ไม่ใช่ปล่อยลากยาวจนกลายเป็นนโยบายประชานิยมถาวรที่แตะต้องไม่ได้

               [บทสรุป]

               รัฐบาลที่ดี ไม่ใช่รัฐบาลที่พยายามกดราคาทุกอย่างให้ต่ำที่สุดด้วยการสร้างหนี้ซุกไว้ใต้พรม แต่คือรัฐบาลที่กล้าพูดความจริงกับประชาชน และออกแบบระบบความช่วยเหลือที่ชาญฉลาด

               ในยุคที่ความผันผวนของโลกคาดเดาไม่ได้ ประเทศที่จะอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน คือประเทศที่จัดสรรทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ เลิกหว่านแห เอาเงินภาษีไปอุ้มคนที่ดูแลตัวเองได้ แล้วทุ่มกำลังไปช่วย “#คนที่ควรช่วย” และ “#ปรับโครงสร้างพลังงาน” อย่างแท้จริง

               ประเด็นชวนคิดต่อ: โครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชันอย่าง “เป๋าตัง” หรือ “ThaiID” ที่เราคนไทยคุ้นเคยกันดี คุณคิดว่าในทางปฏิบัติจริง หากรัฐนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการ “#โอนส่วนลดพลังงาน” ให้เฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือรถรับจ้าง มันจะมีอุปสรรคใดที่รัฐบาลควรต้องระวังมากที่สุดในการเริ่มต้นครับ?

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน