การยกระดับความมั่นคงทางพลังงานชาติ ผสานคลังสำรองปิโตรเลียม (SPR) สู่เมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ /โดย: ดร.Force

389956

     ในยุคที่ระเบียบโลกและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มีความผันผวนสูง ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงในการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์ ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Importer) กำลังเผชิญกับความเปราะบางอย่างยิ่งยวด การพึ่งพากลไกตลาดและคลังสำรองเชิงพาณิชย์ของเอกชนเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไปที่จะรับมือกับภาวะวิกฤต ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องพลิกกระดานทบทวนนโยบาย และผลักดันการสร้าง คลังสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ของรัฐ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) ให้เป็นรูปธรรม โดยบูรณาการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติอย่าง โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge)

              1. SPR: จากมาตรการเศรษฐกิจ สู่ “โล่ป้องกันความมั่นคงแห่งชาติ” การมี SPR ที่รัฐเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเอง เปรียบเสมือนการสร้าง “ไพ่ในมือ” (Strategic Leverage) ทางยุทธศาสตร์ เป็นกันชนที่แข็งแกร่งในการดูดซับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) กลไกของ SPR จะอนุญาตให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เล่นเชิงรุก คือ “สะสมเสบียงเมื่อราคาตกต่ำ และระบายออกเพื่อรักษาเสถียรภาพเมื่อเกิดวิกฤต” ซึ่งจะช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อและปกป้องโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนแบบสูญเปล่าจากงบประมาณแผ่นดินเพียงมิติเดียว

               2. ผสานยุทธศาสตร์ SPR เข้ากับ “โครงการแลนด์บริดจ์” และพื้นที่ภาคใต้ ข้อจำกัดประการสำคัญของการสร้าง SPR คือการหาพื้นที่ที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีต้นทุนการบำรุงรักษาต่ำ การนำยุทธศาสตร์ SPR ไปผนวกกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

                   2.1 ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา: พื้นที่ภาคใต้ของไทยมีแนวเทือกเขาและลักษณะทางธรณีวิทยาที่เหมาะสมสำหรับการขุดเจาะทำ คลังเก็บน้ำมันใต้ดินลึก (Underground Rock Caverns) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานทางทหาร ยากต่อการถูกโจมตี และมีต้นทุนการดูแลรักษาในระยะยาวที่ต่ำกว่าถังเก็บกักบนดินทั่วไป
                   2.2 จุดตัดเส้นทางเดินเรือโลก: การตั้ง SPR บริเวณแนวแลนด์บริดจ์ (เชื่อมฝั่งอันดามันและอ่าวไทย) จะทำให้ไทยมีศักยภาพในการรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเข้าสู่คลังสำรองได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถเชื่อมโยงระบบท่อส่งน้ำมันไปยังนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้อย่างไร้รอยต่อ

               3. สถาปัตยกรรมการบริหารจัดการและก้าวข้ามข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อให้โครงสร้างนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐจำเป็นต้องวางรากฐานการบริหารจัดการที่รัดกุม ดังนี้

                      3.1 จัดตั้งหน่วยงานอิสระเฉพาะกิจ: ต้องมีการตรากฎหมายจัดตั้งหน่วยงานความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นอิสระ เพื่อบริหารจัดการ SPR โดยเฉพาะ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจซื้อ-ขายทางยุทธศาสตร์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้การระบายน้ำมันทำไปเพื่อ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” อย่างแท้จริง
                      3.2 นวัตกรรมทางการเงิน (Financial Innovation): ต้นทุนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์นี้ สามารถก้าวข้ามได้โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินมากเกินไป รัฐอาจพิจารณาใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การออกพันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง (Security Infrastructure Bonds) หรือการตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

389957

              บทสรุป

               การผลักดัน โครงการสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ (SPR) โดยใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โครงการก่อสร้างคลังน้ำมัน แต่คือการประกาศ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน” เชิงรุกในภูมิภาค หากรัฐบาลสามารถบูรณาการแผนงานนี้ให้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะก้าวข้ามความเปราะบาง ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับลูกหลานในระยะยาวได้อย่างแท้จริงครับ

 

ที่มา: น.อ ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน