5 ปีชี้ชะตา เมื่อมังกรเปลี่ยนทิศ ไทยต้องพลิกเกมกระดานด้วย “ยุทธศาสตร์ Landbridge” /โดย: ดร.Force

380081

     โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และนาฬิกาทรายของประเทศไทยกำลังนับถอยหลัง เรามีเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้นในการปรับตัวรับมือกับคลื่นพายุลูกใหม่ เมื่อ “แผน 5 ปี ฉบับที่ 15” ของจีน ได้ประกาศชัดเจนถึงทิศทางใหม่ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก และส่งแรงสั่นสะเทือนถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               การขยับตัวของจีนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือ “การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจใหม่” จีนกำลังละทิ้งโมเดล “โรงงานรับจ้างผลิตของโลก” ที่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ยอมหั่นเป้าหมาย GDP ลงเหลือ 4.5–5% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เพื่อแลกกับการเติบโตเชิงคุณภาพ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ “การพึ่งพาตนเอง” (Self-reliance) ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด จีนมองเทคโนโลยีขั้นสูง R&D ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด ว่าไม่ใช่แค่เครื่องมือทางธุรกิจอีกต่อไป แต่คือ “ความมั่นคงของชาติ” พร้อมตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลให้แตะ 12.5% และพลังงานสะอาดที่ 25% ภายในปี 2030

               [แรงกระแทกถึงไทย: วิกฤต Overcapacity และกับดักห่วงโซ่มูลค่า] คำถามที่ต้องตั้งสติและมองให้ลึกคือ เราอยู่ตรงไหนในสมการนี้? โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราเคยกินบุญเก่าจากการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วน หรือส่งออกสินค้าเกษตรให้จีนกำลังจะหมดอายุลง เมื่อจีนเก่งขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซ้ำร้าย การทุ่มสรรพกำลังลงทุนมหาศาลของจีนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง EV, แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ ได้ก่อให้เกิดสภาวะ Overcapacity (กำลังการผลิตส่วนเกิน) ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือการ “ดัมพ์ราคา” ส่งออกสินค้าทะลักเข้าสู่ตลาดโลก รวมถึงไทย

               หากไทยยังคงตั้งรับ เราจะถูกบีบอัดจากสองด้าน: ด้านบนคือจีนที่กุมเทคโนโลยีและห่วงโซ่มูลค่าไว้ทั้งหมด และด้านล่างคือประเทศเพื่อนบ้านที่ต้นทุนแรงงานถูกกว่า ยิ่งไปกว่านั้น หากเราหวังเพียงผลประโยชน์จากกระแสห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ (Supply Chain Restructuring) ที่ทุนจีนย้ายฐานหนีข้อกีดกันทางการค้ามายังอาเซียน เราอาจตกเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่าตั้งโรงงาน” หรือเป็นทางผ่านระบายสินค้า โดยที่ไม่ได้เรียนรู้เทคโนโลยี ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม และเจ็บปวดจากปัญหาทุนสีเทา

               [พลิกเกมกระดาน: เปลี่ยน “วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์” เป็น “โอกาส” ด้วยยุทธศาสตร์ Landbridge] ในเมื่อเกมนี้แข่งขันกันที่ “ใครอยู่สูงกว่าในห่วงโซ่มูลค่า” ประเทศไทยจึงไม่สามารถยืนเฉยๆ หรือเป็นเพียงผู้ตามได้อีกต่อไป เราต้องเร่งสร้าง New S-Curve หรืออาวุธทางเศรษฐกิจชิ้นใหม่ที่โลกปฏิเสธไม่ได้ ไทยไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องการเป็นจ้าวเทคโนโลยีอย่างจีนหรือมหาอำนาจตะวันตก แต่เรามี “ทำเลที่ตั้ง” ที่เป็นหัวใจของภูมิภาค นี่คือเวลาที่เราต้องหยิบยก โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ภาคใต้ ขึ้นมายกระดับให้เป็น ยุทธศาสตร์ระดับโลก โครงการแลนด์บริดจ์ต้องไม่ใช่แค่ระบบโลจิสติกส์ ถนน รางรถไฟ หรือท่าเรือที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเพื่อย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าเท่านั้น เพราะหากเป็นแค่นั้น เราจะได้เพียงค่าผ่านทาง แต่แลนด์บริดจ์ต้องถูกออกแบบให้เป็น “แม่เหล็กดึงดูดเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” และเป็นเครื่องมือต่อรองทางยุทธศาสตร์

               [เจาะลึก 4 ยุทธศาสตร์การให้สิทธิประโยชน์ (Strategic Incentives) สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ Landbridge] เพื่อให้ Landbridge เป็น New S-Curve ที่ดึงดูดทุนเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech, AI, Semiconductor) โดยที่ไทยได้ประโยชน์สูงสุด การออกแบบนโยบายต้องเปลี่ยนจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเหวี่ยงแห (Blanket Tax Holidays) มาสู่ “ยุทธศาสตร์สิทธิประโยชน์แบบมีเงื่อนไข” ใน 4 มิติหลัก ดังนี้
               1. ยุทธศาสตร์ “ได้สิทธิประโยชน์ ต้องเกิดการถ่ายทอด” (Smart Subsidies & Tech Transfer) เลิกให้สิทธิประโยชน์แบบให้เปล่า แต่ผูกติดกับเงื่อนไขการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เปลี่ยนจากการยกเว้นภาษีล่วงหน้า เป็นการให้เครดิตเงินคืน (Performance-based Tax Credits) ตามสัดส่วนเม็ดเงินที่ลงทุนใน “การวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทย” พร้อมบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องมีโครงการร่วมทุนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยี (Mandatory University-Industry Linkages) กับสถาบันการศึกษาไทย รวมถึงกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและจ้างงาน SME ท้องถิ่น (Local Supply Chain Integration)

               2. ยุทธศาสตร์ “พื้นที่ปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Safe Zone) ท่ามกลางสมรภูมิสงครามชิป (Chip War) ไทยต้องสถาปนาให้พื้นที่นี้เป็น Tech Neutrality Zone ดึงดูดทั้งทุนจากมหาอำนาจตะวันตกและตะวันออกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตหรือ Data Center ได้โดยบริหารจัดการความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรข้ามแดน ควบคู่กับการออกแบบกฎหมายความมั่นคงทางข้อมูล (Data Sovereignty & Security) ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความไว้ใจระดับสูงสุด

               3. ยุทธศาสตร์ “โครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต” (Infrastructure as an Incentive) พัฒนาโครงข่ายพลังงานสะอาด 100% (Green Grid) รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของยุโรป (CBAM) ซึ่งจะเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่ง พร้อมยกระดับสู่ Digital Superhighway ด้วยการวางโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำและระบบ 5G/6G ที่เสถียรที่สุด ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาค

               4. ยุทธศาสตร์ “ดึงดูดสมอง” (Talent Attraction) ออกนโยบาย Landbridge Smart Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านเทคโนโลยี พร้อมอัตราภาษีเงินได้ที่แข่งขันได้ในระดับสากล โดยผูกเงื่อนไขระบบพี่เลี้ยง (Mentorship Mandate) ให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดทักษะความรู้ให้คนไทย

380082

              บทสรุป: 5 ปี ที่ต้องลงมือทำ

               แผน 5 ปีของจีนคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพอนาคตของเศรษฐกิจโลก ไทยไม่มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่เล่นเกมนี้ แต่เรามีสิทธิ์เลือก “บทบาท” ของตัวเองได้ การวางตัวเป็นจุดเชื่อมโยงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ทรงคุณค่า ผ่านการสร้างสรรค์ New S-Curve อย่างโครงการแลนด์บริดจ์แบบบูรณาการ คือทางรอดเดียวที่จะพยุงเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน

               เราไม่มีเวลาให้ถกเถียงเรื่องเดิมๆ อีกต่อไป 5 ปีนับจากนี้ คือจุดชี้ชะตาว่าไทยจะ “พุ่งทะยาน” หรือ “ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง” อย่างถาวร

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน