เช็กสิทธิเลือกตั้ง ลงประชามติ 2569 อย่างไร

51346

   เช็กสิทธิเลือกตั้ง ลงประชามติ 2569 แจ้งสิทธิไม่ไปเลือกตั้งอย่างไร หากไม่ไปใช้สิทธิ ผลที่ตามมาคืออะไร

              ในวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตรงกับวันที่ 8 ก.พ. คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเข้าคูหาเพื่อเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ โดยจะได้รับบัตรทั้งหมด 3 ใบ ประกอบด้วย บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 2 ใบ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง – บัญชีรายชื่อ และอีกใบคือ บัตรออกเสียงประชามติ

               ต่อไปนี้คือวิธีการเตรียมตัวและขั้นตอนการใช้สิทธิต่าง ๆ ที่มีผู้สิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติควรรู้  คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติเป็นอย่างไร  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ คือผู้ที่มีคุณสมบัติ  ดังนี้

               – สัญชาติไทย หรือได้สัญชาติไทยมาไม่น้อยกว่า 5 ปี
               – อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ
               – มีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ

              ส่วนบุคคลต้องห้ามที่ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติได้ อาทิ

               – ภิกษุ สามเณร หรือนักบวช
                – ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง
                – ผู้ที่ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
                – ผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน

               เตรียมตัวก่อนเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติอย่างไร

              ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ ที่เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โดยจะมีตัวเลือกให้ตรวจสอบสองส่วนคือ “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” กับ “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ” โดยเมื่อคลิกเข้าไปแล้ว ผู้ที่ต้องการตรวจสอบให้กรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อค้นหาข้อมูลเขตออกเสียง, หน่วยออกเสียง, สถานที่ออกเสียง และลำดับที่บัญชีรายชื่อของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ

              สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต  หากคุณไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ได้ คุณจะต้อง “แจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” เพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตัวเอง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สามารถแจ้งสิทธิได้ 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง และ 7 วันนับจากวันเลือกตั้ง โดยสามารถแจ้งเหตุจำเป็นไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทางอิเล็กทรอนิกส์  และหากคุณไม่สามารถไปออกเสียงประชามติได้ คุณก็ต้อง “แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ” สำหรับการออกเสียงประชามติแยกกันด้วย ซึ่งสามารถแจ้งได้ตั้งแต่หลังประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จนถึงก่อนวันออกเสียง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันออกเสียง โดยสามารถแจ้งเหตุจำเป็นไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ทางอิเล็กทรอนิกส์

               ส่วนผลที่ตามมาหากไม่ได้ไปใช้สิทธิทั้งการ “เลือกตั้ง สส.” และการ “ออกเสียงประชามติ” คือ การเสียสิทธิทางการเมืองต่าง ๆ ในการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ เป็นเวลา 2 ปี

               ข้อห้ามในการเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ
               – กฎหมายเลือกตั้งกำหนดข้อห้ามต่าง ๆ ที่ผู้มีสิทธิต้องระวัง อาทิ  ห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน โดยสำหรับการเลือกตั้ง สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี ส่วนสำหรับการประชามติ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ห้ามเล่นพนันขันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้เล่นมีกําหนด 10 ปีและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้จัดให้มีการเล่น
               – ห้ามลงคะแนนเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติโดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ หรือด้วยการแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ของตัวเอง สำหรับประชามติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ห้ามจงใจทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย หรือทำให้บัตรเสีย และในทางกลับกันก็ห้ามทำให้บัตรเสียกลายเป็นบัตรที่ใช้ได้ หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี
               – ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนเลือกแล้ว โดยสำหรับการเลือก สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ สำหรับการประชามติมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               – ห้ามนำบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามติ ออกไปจากที่เลือกตั้ง/ที่ออกเสียงประชามติ โดยสำหรับการเลือกตั้ง สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี สำหรับการประชามติมีโทษจำคุกไม่เกิน5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              – ห้ามขัดขวาง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติไปลงคะแนนได้ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี
               – ห้ามก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงประชามติ หรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรค แก่การออกเสียง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
               – ห้ามหาเสียงเลือกตั้งแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา 18:00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ห้ามขาย แจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง/เขตออกเสียงประชามติ ในระหว่างเวลา 18:00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันจนถึงเวลา 18:00 น. ของวันเลือกตั้ง/วันออกเสียง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              – ไม่ไปเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ เสียสิทธิอะไรบ้าง ?  การไม่ไปเลือกตั้ง สส. หรือไม่ไปออกเสียงประชามติโดยไม่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปเลือกตั้ง/ออกเสียง ได้ จะทำให้คุณถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ ดังนี้

              – โดยผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้ง สส. ยังจะถูกจำกัดสิทธิมากกว่าผู้ที่ไม่ไปออกเสียงประชามติอยู่เรื่องหนึ่งคือ จะไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย

51347 51348 51349 51350 51351

สามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

 

ที่มา สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง  ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————-

เรื่องน่าอ่าน