
เมื่อ “ความรวย” ไม่ได้แปลว่า “ประเทศเข้มแข็ง”
รายชื่อประเทศที่มี #มหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ มากที่สุดในโลกปี 2025 อาจถูกนำเสนอในฐานะ “เครื่องหมายแห่งความสำเร็จทางเศรษฐกิจ” แต่หากอ่านข้อมูลชุดนี้อย่างรอบคอบ ภาพที่ปรากฏกลับไม่ใช่ความรุ่งเรือง หากคือ หลักฐานเชิงประจักษ์ของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย
การที่ประเทศอย่างสหรัฐฯ จีน หรืออินเดีย มีมหาเศรษฐีจำนวนมาก อาจอธิบายได้ด้วยขนาดเศรษฐกิจและประชากร แต่สิ่งที่ “ผิดปกติ” อย่างยิ่ง คือการที่ประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ มีมหาเศรษฐีในสัดส่วนที่สูงเกินกว่าศักยภาพของรายได้ประชากรส่วนใหญ่ นี่ไม่ใช่สัญญาณของความสำเร็จ หากคือ สัญญาณเตือนของระบบเศรษฐกิจที่เงินไหลขึ้น แต่ไม่ไหลลง ตัวเลขสถิติไม่เคยโกหก แต่อาจเล่าความจริงที่เจ็บปวด เมื่อประเทศไทยติดอันดับ 15 ของโลกที่มีจำนวน “#มหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์” มากที่สุด (43 คน) แซงหน้าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมอย่าง ญี่ปุ่น (41 คน) เกาหลีใต้ (38 คน) หรือสิงคโปร์ (48 คน)
หากมองผิวเผิน นี่คือความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ แต่หากมองให้ลึกลงไป นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ตะโกนบอกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ในลักษณะ “หัวโต ขาลีบ” กล่าวคือ ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่บนยอดพีระมิด ในขณะที่ฐานรากของประเทศยังเปราะบางครับ ความจริงข้อนี้บอกเราชัดเจนว่า ความมั่งคั่งในไทยไม่ได้กระจายไปตามขนาดเศรษฐกิจหรือผลิตภาพแรงงาน แต่กระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ทำไมเราถึงรวยกระจุก? ความแตกต่างสำคัญระหว่างมหาเศรษฐีในประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศไทย คือ “ที่มาของความมั่งคั่ง”
[1] รวยจากสัมปทาน ไม่ใช่นวัตกรรม ในสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น มหาเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นจากการสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แต่ในไทย มหาเศรษฐีส่วนใหญ่เติบโตจากธุรกิจที่อิงกับสัมปทานรัฐ ทรัพยากรผูกขาด พลังงาน หรือการค้าปลีกที่กินรวบตลาด ซึ่งเป็นธุรกิจที่มี “เกราะกำบัง” (Barriers to Entry) สูง ทำให้รายใหม่เกิดยาก
[2] ปลาใหญ่กินปลาเล็ก จนหมดบ่อ โครงสร้างทุนนิยมไทยอนุญาตให้ทุนใหญ่ขยายตัวแนวดิ่งและแนวราบได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่ผลิตสินค้า ขนส่ง ยันวางขายหน้าร้านสะดวกซื้อ ทำให้ SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีพื้นที่หายใจ
[3] ระบบภาษีที่เอื้อต่อการสะสมทุน ภาษีทรัพย์สิน (Property Tax) และภาษีมรดก (Inheritance Tax) ของไทย ยังมีช่องโหว่และอัตราการจัดเก็บจริงที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ความมั่งคั่งถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่นโดยไม่ถูกกระจายกลับคืนสู่สังคม
ทางออก: เปลี่ยน “รวยกระจุก” ให้เป็น “รวยกระจาย” ได้อย่างไร?
การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การ “รังเกียจคนรวย” หรือยึดทรัพย์เจ้าสัว แต่คือการปรับกติกาให้เป็นธรรม เพื่อให้คนตัวเล็กมีโอกาสเติบโต ดังนี้ครับ
1. ทลายการผูกขาด (De-Monopolization): ต้องกล้าหาญและจริงจัง
หัวใจสำคัญคือการบังคับใช้ “พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า” ให้ศักดิ์สิทธิ์
– แนวทาง: ต้องมีมาตรการควบคุมการควบรวมกิจการที่เข้มงวดกว่านี้ หากการควบรวมใดส่งผลให้เกิดอำนาจเหนือตลาด ต้อง “ไม่อนุญาต” และต้องสนับสนุนกฎหมายป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Anti-Trust Law) เพื่อไม่ให้ทุนใหญ่ใช้อำนาจเงินบีบรายเล็กออกจากตลาด
2. ปฏิรูปโครงสร้างภาษี: เก็บจากความมั่งคั่ง ไม่ใช่แค่รายได้
ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนแบกรับภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เศรษฐีที่มีที่ดินและหุ้นกลับเสียน้อยกว่า
– แนวทาง:
(1) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: ต้องเก็บในอัตราก้าวหน้าสำหรับผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากมหาศาล เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ หรือกระจายการถือครอง
(2) ภาษีมรดก: ปรับปรุงเกณฑ์ให้มีผลบังคับใช้จริง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น
(3) ภาษีกำไรจากตลาดทุน (Capital Gains Tax): พิจารณาจัดเก็บในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ โดยไม่กระทบรายย่อย เพื่อนำรายได้มาพัฒนาประเทศ
3. สร้าง “ตาข่ายรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) ที่แข็งแรง เหตุผลที่คนไทยไม่กล้าเสี่ยงทำธุรกิจ หรือล้มแล้วลุกไม่ได้ เพราะเราไม่มีสวัสดิการรองรับ
– แนวทาง: นำเงินภาษีจากข้อ 2 มาพัฒนาระบบ “รัฐสวัสดิการ” โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสาธารณสุข เมื่อประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมลูกหรือค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ พวกเขาจะมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย กล้าลงทุน และสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะกลายเป็นฐานภาษีใหม่ของประเทศในอนาคต
4. กระจายอำนาจ: ปลดล็อกท้องถิ่น มหาเศรษฐีและเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ เพราะอำนาจการตัดสินใจรวมศูนย์
– แนวทาง: กระจายงบประมาณและอำนาจการบริหารสู่จังหวัด (Decentralization) ให้แต่ละจังหวัดสามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและจัดเก็บรายได้ของตนเอง เพื่อสร้าง “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” ในภูมิภาค ไม่ให้ความเจริญกระจุกอยู่แค่เมืองหลวง
บทสรุป
ภาพอันดับ 15 ของโลกนี้ ไม่ใช่เกียรติยศ แต่เป็น “โจทย์ใหญ่ของชาติ” หากเราไม่เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อนาคตของไทยจะกลายเป็นสังคมที่ไร้ชนชั้นกลาง เหลือเพียง “ยอดพีระมิดที่สูงเสียดฟ้า” กับ “ฐานรากที่จมดิน”
การกระจายรายได้ไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการ “แจกโอกาส” และ “สร้างกติกาที่เป็นธรรม” เพื่อให้ความมั่งคั่งของชาติ ไม่ได้ถูกขังอยู่ในกระเป๋าของคนเพียง 43 คน แต่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงคนไทยอีกกว่า 66 ล้านคนให้เติบโตไปด้วยกันครับ
หากประเทศไทยยังยอมรับความเหลื่อมล้ำว่าเป็น “ผลข้างเคียงที่เลี่ยงไม่ได้” เราจะมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น แต่จะมีประเทศที่เปราะบางขึ้นทุกปี คำถามจึงไม่ใช่ “เรามีคนรวยกี่คน” แต่คือ “ระบบของเราเปิดโอกาสให้คนธรรมดาไต่ขึ้นได้จริงหรือไม่” และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่นโยบายไทยไม่อาจเลี่ยงอีกต่อไปครับ
ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
……………………………………………………………………………………………………………………………….



เรื่องน่าอ่าน
วาทกรรม “เก็บค่าผ่านทางมะละกา” ไพ่ภูมิรัฐศาสตร์ที่ย้อนแย้ง และ จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของ “แลนด์บริดจ์ไทย” /โดย น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์
DSI สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ เสนอความเห็นควรฟ้องบริษัทนอมินีต่างชาติ ตั้งเพื่อซื้อขายที่ดินในจังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้
“Trump makes China great again” เมื่อความผันผวนของวอชิงตันผลักโลกสู่อ้อมกอดปักกิ่ง /By Dr.Force
เมื่อมหาอำนาจปะทะศักดิ์ศรี – วิกฤต “Epic Fury” และการทวงคืนของเปอร์เซียที่เขย่าโลก /โดย: Dr.Force
ชมบรรยากาศ งานแถลงข่าวคอนเสิร์ต “เริงลีลาศ…เพลงสุนทราภรณ์”
DSI ร่วมกับ ตม.สุวรรณภูมิ จับกุมผู้ต้องหาหลอกผู้เสียหายกว่า 700 ราย ลงทุนกองทุนสแตนดาร์ดมอร์แกนขณะเดินทางเข้าไทย
นัยทางความมั่นคงจากพัฒนาการของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กรณีศึกษาปรากฏการณ์ปักกิ่ง 2026 /โดย: ดร.Force
DSI รับมอบสำนวนการสอบสวนคดีน้ำมันเชื้อเพลิงจาก ภจว.สุราษฏร์ธานี แล้ววันนี้ เร่งเดินหน้าสอบสวนต่อทันที