จากภาพถ่ายดาวเทียมที่เคยเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจตะวันตก สู่ยุคที่จีนและรัสเซียผนึกกำลังสร้างเครือข่ายดาวเทียมนำทาง BeiDou และ GLONASS เพื่อท้าทายอำนาจผูกขาดของ GPS สหรัฐฯ

1933004

      เจาะลึกเบื้องหลัง “สงครามเย็นในอวกาศ” ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีอิหร่านเป็นตัวละครสำคัญที่เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาระบบตะวันตก สู่การจับมือกับมหาอำนาจตะวันออก เพื่อสร้าง “ดวงตา” บนฟากฟ้าที่เป็นของตนเอง และทำความเข้าใจภาพใหญ่ของการ “งัดข้อ” ทางเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าภูมิรัฐศาสตร์โลกในตะวันออกกลางและทั่วโลก

              เมื่อ “ดวงตา” บนฟากฟ้าเปลี่ยนทิศ การล่มสลายของอำนาจผูกขาด GPS และระเบียบโลกใหม่ในตะวันออกกลาง โดย ดร.Force  ​ในโลกแห่งการทำสงครามสมัยใหม่ “ความแม่นยำ” คือชี้เป็นชี้ตาย และ “การมองเห็น” คือความได้เปรียบที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สหรัฐอเมริกาครองอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือน่านฟ้าและอวกาศผ่านระบบ GPS (Global Positioning System) ซึ่งเปรียบเสมือนลมหายใจของเทคโนโลยีทางทหารทั่วโลก ทว่าภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงจาก Jilin-1 ของจีนที่เผยให้เห็นพิกัดฝูงบิน F-15E ในจอร์แดน และเรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลอาหรับเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ยุคแห่งการผูกขาดเทคโนโลยีนำทางโดยตะวันตกได้สิ้นสุดลงแล้ว”

​             บทเรียนจากความล้มเหลว: จุดเปลี่ยนสู่ “เอกราชทางพิกัด”  ​ย้อนกลับไปใน “สงคราม 12 วัน” เมื่อปี 2025 ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านตกอยู่ในสภาพ “ตาบอด” เนื่องจากพึ่งพาสัญญาณ GPS ของสหรัฐฯ ซึ่งถูกรบกวนด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์จนเป้าหมายคลาดเคลื่อนไปกว่าครึ่งกิโลเมตร ความพ่ายแพ้ในเชิงเทคนิคครั้งนั้นคือตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้อิหร่านตัดสินใจ “ประกาศเอกราช” และตัดขาดจากระบบพิกัดของชาติตะวันตกทันที ​การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ BeiDou (BDS) ของจีนในระดับการทหารเมื่อต้นปี 2026 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผู้ให้บริการ แต่คือการก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศใหม่ที่มีความแม่นยำระดับเซนติเมตร และที่สำคัญที่สุดคือ สหรัฐฯ ไม่สามารถ “ปิดสวิตช์” หรือรบกวนสัญญาณนี้ได้เหมือนที่เคยทำกับ GPS อีกต่อไป

​               ยุทธศาสตร์ “สามประสาน” ของขั้วมหาอำนาจตะวันออก  ​ภาพใหญ่ที่เรากำลังเห็นคือการก่อตัวของกลุ่มความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นตัวเชื่อม โดยมีจีนเป็นผู้ให้ “ดวงตา” และโครงสร้างพื้นฐานหลักผ่านดาวเทียม Jilin-1 และระบบ BeiDou ขณะที่รัสเซียเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการเสริมความเสถียรด้วยระบบ GLONASS และสนับสนุนเทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรบกวนสัญญาณของฝ่ายตรงข้าม ​เมื่อนำมาผสมผสานกับอิหร่านซึ่งเป็นผู้ใช้งานภาคสนามและมีคลังแสงขีปนาวุธจำนวนมาก การบูรณาการระบบนำทางร่วมกันระหว่างจีนและรัสเซียจึงสร้างเครือข่ายสำรองที่แข็งแกร่ง หากดาวเทียมดวงหนึ่งถูกทำลาย ระบบอื่นจะเข้ามาแทนที่ได้ทันที ส่งผลให้อาวุธของอิหร่านมีทั้ง “เกราะป้องกัน” ที่หนาแน่นและ “ดาบ” ที่แหลมคมกว่าเดิมอย่างทวีคูณ

​              นัยยะทางการเมืองโลก: ความเสี่ยงที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ  ​การที่อิหร่านมีดวงตาเป็นของตนเองภายใต้การสนับสนุนของมหาอำนาจตะวันออก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักเน้นการใช้แรงกดดันขั้นสูงสุด เพราะเมื่ออาวุธของฝ่ายตรงข้ามแม่นยำขึ้น ฐานทัพและกองเรือของสหรัฐฯ ในภูมิภาคจึงตกเป็นเป้าหมายที่เปราะบางกว่าเดิม ​นอกจากนี้ นี่คือการประกาศภาวะ “กระจายอำนาจในอวกาศ” (Space Democratization) พื้นที่อวกาศเหนือตะวันออกกลางไม่ได้เป็นพื้นที่อิทธิพลของชาติตะวันตกเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

​              บทสรุป: ก้าวต่อไปสู่การพึ่งพาตนเอง  ​แม้ปัจจุบันอิหร่านจะยังต้องอาศัยสถาปัตยกรรมดาวเทียมจากจีนและรัสเซีย แต่ความสำเร็จในการส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรระดับต่ำ (LEO) ด้วยตนเอง ก็สะท้อนถึงความทะเยอทะยานที่จะเป็นมหาอำนาจอวกาศในระดับภูมิภาค สงครามเทคโนโลยีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้ “อำนาจอธิปไตยเหนือพิกัด” จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองโลก ใครที่ไม่มีดวงตาบนฟากฟ้าเป็นของตัวเอง ย่อมตกเป็นรองในกระดานภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน