ถอดรหัส “สงครามพลังงาน” เมื่อจีนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส และยุทธศาสตร์ทางรอดที่ไทยต้องเร่งเครื่อง /โดย: ดร.Force

403986

              บทนำ: ชัยชนะเงียบในสมรภูมิพลังงานโลก

              ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ได้ส่งผลให้โลกต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนทางพลังงาน (Energy Shock) อย่างรุนแรง รายงานวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Deutsche Bank ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจว่า “ประเทศจีน” กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในเกมนี้อย่างเงียบๆ โดยชัยชนะดังกล่าวไม่ได้มาจากแสนยานุภาพทางการทหาร แต่มาจาก “ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง” (Structural Advantage) จากการวางรากฐานนโยบายด้านพลังงานล่วงหน้ามานานนับปี

               [ ยุทธศาสตร์สองขา และความเสี่ยงที่ยังซ่อนเร้นของจีน ] หากวิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์พลังงานของจีน จะพบว่ามีความแยบยลและสอดรับกับพลวัตของโลกได้อย่างดีเยี่ยม
                   – ในด้านหนึ่ง: จีนลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลด้วยการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ทั้งแสงอาทิตย์ (Solar) ลม (Wind) พลังงานน้ำ (Hydro) และนิวเคลียร์ จนสัดส่วนกำลังการผลิตพลังงานสะอาดเริ่มแซงหน้าฟอสซิล รวมถึงการเป็นผู้นำและตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งช่วยตัดความเสี่ยงด้านความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม

                   – ในอีกด้านหนึ่ง: จีนฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) ในการกว้านซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียและอิหร่านในราคาต่ำกว่าตลาดโลก ทำให้ต้นทุนพลังงานเฉลี่ยของจีนถูกลงในขณะที่ประเทศอื่นๆ ต้องแบกรับภาระที่สูงขึ้น
                   อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิพากษ์ ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้แปลว่าจีนปลอดภัย 100% จีนยังคงมีจุดอ่อนสำคัญคือการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก (นำเข้าราว 70% ของความต้องการ) หากเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดตาย จีนก็ยังคงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ “ภูมิต้านทาน” ที่จีนเตรียมไว้ ทำให้พวกเขาเจ็บตัวน้อยกว่า และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้เหนือกว่าคู่แข่งบนเวทีโลก

               [ บริบทประเทศไทย: ความเปราะบางบนความผันผวนที่ไม่อาจควบคุม ] เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย บริบทของเรามีความเปราะบางอย่างยิ่ง ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สุทธิในสัดส่วนที่สูงมาก โดยต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศหลายแสนล้านบาทต่อปี ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า ทันทีที่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและราคาน้ำมันในไทยจะพุ่งสูงขึ้น กระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรม อัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน

               การต้องพึ่งพาฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่คือ “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ” อย่างแท้จริง

               [ ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์: ทบทวนนโยบาย สู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืนของไทย ] แม้ในปัจจุบัน ภาครัฐของไทยจะมีความตื่นตัวและมีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ที่ช่วยกระตุ้นตลาดและการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่หากต้องการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้เทียบเท่ากระแสโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุม “พลังงานสะอาด” ในมิติอื่นๆ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

              1. ยกระดับมาตรการจูงใจและสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Subsidy & Tax Incentives) รัฐบาลควรนำร่องและขยายผลมาตรการจูงใจทางภาษีอย่างจริงจัง เช่น การต่อยอดนโยบายที่ให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มธุรกิจ SME รวมถึงการให้เงินอุดหนุน (Subsidy) สำหรับการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนหันมาผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดด้วยตัวเอง

               2. ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า (Local Content & Supply Chain) เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเปลี่ยนจาก “ผู้นำเข้าน้ำมัน” ไปเป็น “ผู้นำเข้าเทคโนโลยีพลังงาน” รัฐบาลควรใช้กลไกของ BOI ในการดึงดูดและผลักดันให้เกิดการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ชิ้นส่วนกังหันลม และอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ (Local Content) ควบคู่กับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง

               3. รื้อโครงสร้างการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แผน PDP ฉบับใหม่ ต้องมีความเด็ดขาดในการลดเป้าหมายการนำเข้า LNG สอดรับกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) ในประเทศให้เกินร้อยละ 50 โดยเร็วที่สุด เพราะทุกเมกะวัตต์ที่ไทยผลิตได้จากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล คือเงินตราที่ประเทศไม่ต้องสูญเสียออกไป

               [ บทสรุป ]

               โลกกำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิยุคใหม่ที่ “พลังงานสะอาด คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ชัยชนะของจีนเป็นบทเรียนระดับโลกที่พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ปรับตัวทางโครงสร้างพลังงานได้รวดเร็วที่สุด คือผู้ที่จะได้เปรียบในระยะยาว สำหรับประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองข้ามแค่การเป็นผู้ใช้รถ EV แต่ต้องเร่งบูรณาการนโยบายพลังงานสะอาดแบบรอบด้าน ใช้กลไกทางภาษีและการอุดหนุนอย่างชาญฉลาด เพื่อลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน