ปรากฏการณ์ De-dollarization ในยุคเศรษฐกิจหลายขั้วอำนาจ: ยุทธศาสตร์การแก้เกมของไทยและอนาคตของสกุลเงินโลก /โดย: ดร.Force

439924

      ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนแรงบนโลกออนไลน์ที่มักจั่วหัวว่า “ไทยเตรียมเทดอลลาร์ ซบทองคำ” หรือตั้งคำถามว่า “สหรัฐฯ ต้องยอมจำนนต่อการแก้เกมของไทยหรือไม่?” หากมองลึกลงไปผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geoeconomics) และเศรษฐศาสตร์มหภาค ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราวดราม่าเพื่อโจมตีมหาอำนาจแต่อย่างใด

               ในทางกลับกัน นโยบายปกป้องการค้า (Protectionism) อย่างแนวคิด “America First” ที่แข็งกร้าว รวมถึงการใช้อำนาจทางการเงินเพื่อเป้าหมายทางการเมือง กลับกลายเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ชั้นดีที่ทำให้เศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องลุกขึ้นมาจัดระเบียบการเงินของตนเองใหม่ สู่กระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็วยิ่งขึ้น

               1. วิกฤตศรัทธา: ทำไมทั่วโลกถึงเริ่มถอยห่างจาก “ดอลลาร์”? เป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ครองตำแหน่งสกุลเงินหลักของโลก แต่ในบริบทปัจจุบัน การผูกติดเศรษฐกิจไว้กับดอลลาร์เพียงสกุลเดียวถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงระดับชาติ” สาเหตุหลักมาจาก

                    (1) ความผันผวนจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ: การปรับขึ้นหรือลงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มักสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อกระแสเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนทางการเงิน และค่าเงินของประเทศคู่ค้า

                    (2) ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: การนำระบบชำระเงินและเงินดอลลาร์มาเป็น “อาวุธ” ในการคว่ำบาตร (Sanctions) ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกตระหนักว่า การฝากความมั่งคั่งไว้ในสกุลเงินเดียวอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป หากเกิดข้อพิพาททางการเมือง

                    (3) วิกฤตหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ: ระดับหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลลึกๆ ในหมู่นักลงทุนและสถาบันการเงินถึงเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

                    ข้อมูลเชิงประจักษ์: อ้างอิงจากข้อมูลโครงสร้างสกุลเงินของทุนสำรองระหว่างประเทศ (COFER) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า สัดส่วนของดอลลาร์สหรัฐฯ ในทุนสำรองทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงกว่า 70% ในช่วงต้นยุคปี 2000 ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวหดตัวลงมาอยู่ในระดับ 56-58% (ข้อมูลปี 2024-2025) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

               2. ยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง” ของไทย: พลิกแพลงอย่างชาญฉลาด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ประเทศไทยไม่ได้ใช้วิธีประกาศสงครามการค้า แต่เลือกใช้ศิลปะการถ่วงดุลอำนาจ (Hedging) และการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านกลไกที่แยบยล

                    (1) เสริมแกร่งด้วย “ทองคำ” (Safe Haven): ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่เข้าซื้อทองคำเข้าคลังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Intrinsic Value) ไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลใด (No Counterparty Risk) และทำหน้าที่เป็นเครื่องมือชั้นยอดในการถ่วงดุลพอร์ตลงทุนระดับประเทศเมื่อสกุลเงินหลักมีความผันผวน

                    (2) ผลักดันสกุลเงินท้องถิ่นสู่เวทีการค้า (Local Currency Settlement – LCS): ไทยได้ทำข้อตกลงเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เงินสกุลท้องถิ่นแทนดอลลาร์ เช่น บาท-หยวน (จีน), บาท-เยน (ญี่ปุ่น), บาท-ริงกิต (มาเลเซีย) และบาท-รูเปียห์ (อินโดนีเซีย) ช่วยลดต้นทุนการแปลงสกุลเงินซ้ำซ้อน และคาดการณ์ผลกำไรจากการส่งออก-นำเข้าได้แม่นยำขึ้น

                    (3) บุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานใหม่ระดับโลก (Project mBridge): ไทยคือหนึ่งในผู้ริเริ่มและร่วมทดสอบระบบสกุลเงินดิจิทัลระดับธนาคารกลาง (CBDC) สำหรับการโอนเงินข้ามพรมแดน ร่วมกับ จีน, ฮ่องกง, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และได้ยกระดับความน่าเชื่อถือขึ้นไปอีกขั้นเมื่อ ซาอุดีอาระเบีย ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการในปี 2024 โดยปัจจุบันโครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้น Minimum Viable Product (MVP) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบ SWIFT ที่โลกตะวันตกควบคุมอยู่

               3. สหรัฐฯ ต้องยอมจำนน หรือ “ดอลลาร์” กำลังจะถึงคราวอวสาน? ในความเป็นจริง ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังไม่ได้กำลังจะล่มสลายในวันพรุ่งนี้ โครงสร้างของดอลลาร์ยังคงแข็งแกร่งและเป็นสกุลเงินหลักในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
               แต่สิ่งที่ “สะเทือน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ อำนาจผูกขาดที่กำลังค่อยๆ ถูกกัดเซาะ เมื่อพันธมิตรทั่วโลกลดการถือครองดอลลาร์และซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ น้อยลง จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอเมริกันพุ่งสูงขึ้น และในท้ายที่สุด สหรัฐฯ อาจค่อยๆ สูญเสีย “อภิสิทธิ์พิเศษ” (Exorbitant Privilege) ในการพิมพ์เงินเพื่ออุดหนุนเศรษฐกิจตนเองแบบไร้ขีดจำกัด

               ในบริบทนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้ถูกต้อนให้ต้อง “ยกธงขาว” แต่ถูกสภาพแวดล้อมบีบบังคับให้ต้อง “ปรับท่าทีอย่างเร่งด่วน” หากยังคงดึงดันใช้นโยบายการค้าที่แข็งกร้าว พวกเขาจะยิ่งผลักไสประเทศต่างๆ ให้เข้าหาทางเลือกอื่น สหรัฐฯ จะต้องเรียนรู้ที่จะใช้การทูตเชิงบวก และสร้างข้อตกลงการค้าที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) มากขึ้น

439925

             【บทสรุป: ก้าวต่อไปของไทยในโลกเศรษฐกิจหลายขั้ว (Multipolar World)】

                สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการการเงินโลกขณะนี้ ไม่ใช่การ “เททิ้ง” ดอลลาร์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่คือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience) ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ การที่ไทยหันมาสะสมทองคำและร่วมพัฒนาระบบการเงินทางเลือก คือบทพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารความเสี่ยงที่ไม่ยอมเอาอนาคตไปผูกติดกับกฎเกณฑ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงขั้วเดียว การเดินหมากของไทยจึงไม่ใช่การตั้งตนเป็นปรปักษ์ต่อมหาอำนาจ แต่เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างเพื่อพาประเทศก้าวข้ามรอยต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจโลก และปกป้องเสถียรภาพทางการเงินของประเทศได้อย่างชาญฉลาดและสง่างาม

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน