หลักสุจริต (Bona Fides) พื้นฐานของการเป็นข้าราชการที่ดี

A4274677 359

คำว่า “สุจริต” มาจากคำในภาษาละตินเรียกว่า Bona Fides แปลว่า ความซื่อสัตย์หรือสัจจะที่ดี อย่างไรก็ตาม คำว่า “สุจริต” เป็นคำที่มีความหมายกว้างและยากที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนลงไปให้ชัดเจน ซึ่ง ศ.ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ได้อธิบายไว้ว่า “หลักสุจริตคือหลักความซื่อสัตย์และความไว้วางใจ แต่การที่จะบอกว่า ความซื่อสัตย์และความไว้วางใจประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น กล่าวได้ว่าทำได้ยากยิ่งและยอมรับกันว่าหลักสุจริตนั้นเป็นเรื่องของแนวคิด” และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจแบ่งหลักสุจริตเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ หลักสุจริตเฉพาะเรื่อง หมายถึง ความรู้หรือไม่รู้ข้อเท็จจริงของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง และหลักสุจริตทั่วไป ในความหมายโดยทั่วไปอย่างกว้างโดยไม่หมายเฉพาะเจาะจงถึงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคู่กรณี แต่เป็นมาตรฐานทั่วไปที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ให้ใช้เป็นเครื่องวัดความประพฤติของมนุษย์ในกรณีต่าง ๆ ว่า การกระทำเหล่านั้นอยู่ในกรอบที่กฎหมายจะสนับสนุนหรือประณามหรือไม่

หลักสุจริตพัฒนามาจากระบบการควบคุมสังคมโดยการนำหลักศาสนา ความเชื่อและความศรัทธามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากมนุษย์เริ่มเปลี่ยนแปลงมุมมองจากการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อความอยู่รอดเป็นการผ่าผืนความไว้วางใจกัน ทำให้ต้องนำหลักศาสนา ความเชื่อ และความศรัทธามาใช้เพื่อปรามพฤติกรรมเช่นว่านี้ ซึ่งเมื่อมนุษย์ได้อ้อนวอนหรือสาบานต่อสิ่งที่ตนเชื่อถือศรัทธาก็ไม่กล้าที่จะผิดคำพูด เพราะกลัวการถูกลงโทษ ต่อมาแนวคิดเกี่ยวกับหลักสุจริตมีบทบาทและพัฒนาขึ้นในระบบกฎหมายโรมันเกี่ยวกับการรักษาคำพูด เมื่อบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามคำสัตย์ที่ให้ไว้ย่อมถือว่าทำผิดหลักปฏิบัติต่อกัน แม้จะมิได้ถือเป็นกฎหมาย แต่การไม่รักษาคำสัตย์ในสมัยนั้นถือว่าเป็นมลทินในสังคม ดังนั้น ความหมายและขอบเขตของหลักสุจริตจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคมมากกว่าที่จะเป็นผลโดยกฎหมายโดยแท้ ต่อมา จึงมีการพัฒนาหลักสุจริตเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายสัญญาโรมัน และระบบกฎหมายโรมันนี้เองเป็นต้นแบบของระบบกฎหมายแสดงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคมมากกว่าที่จะเป็นผลโดยกฎหมายโดยแท้ ต่อมา จึงมีการพัฒนาหลักสุจริตเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายสัญญาโรมัน และระบบกฎหมายโรมันนี้เองเป็นต้นแบบของระบบกฎหมายแบบ Civil Law อันเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายแพ่งทั้งระบบ

ตามที่กล่าวถึงหลักแนวคิดหรือทฤษฎีทางกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมาแล้วนั้น ผู้เสนอได้น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ท่านได้ทรงวางหลักสุจริตเพื่อเป็นรากฐานให้แก่ข้าราชการและประชาชน โดยทรงพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพระราชดำรัสที่นำเสนอเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ได้แก่ “บ้านเมืองจะวัฒนาถาวรอยู่ได้ ย่อมอาศัยความสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน ขอให้มันอยู่ในคุณธรรมทั้ง ๓ ประการ คือ สุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชน สุจริตต่อหน้าที่” พระราชทานพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๔๙๗, “ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดในตัวเอง เพื่อจักได้เป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาดที่เจริญมั่นคง” พระราชทานพระราชดำรัส ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๐, “คุณธรรมของคน ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์ ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริต ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม คุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามจะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป พระราชทานพระราชดำรัสในพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๕ และ “..ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งขอให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคายแต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริตและมีความตั้งใจมุ่งมั่น สร้างความเจริญ ขอให้ต่ออายุได้ถึง ๑๐๐ ปี ส่วนคนไหนที่อายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย” พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัด ในโอกาสเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๖

แนวทางปฏิบัติที่จะให้บรรลุเป้าหมายในการนำหลักสุจริต ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติของข้าราชการ มี ๒ แนวทาง ได้แก่

๑. หลักความรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่
เมื่อมีหน้าที่ ต้องมีความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นดูจากบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ ข้าราชการ ต้องรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชา ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ต่อสังคม และ ต่อประชาชนโดยเฉพาะ “การรับผิดชอบต่อประชาชน” สำคัญที่สุด

๒. แนวทางการทำงาน และความประพฤติ

๒.๒.๑ แนวทางการทำงาน
– ยึดหลักคุณธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เป็นที่ตั้ง
– ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท และ เสียสละ รักและเห็นความสำคัญของอาชีพราชการ โดยยึดหลักระเบียบ กฎหมายเป็นที่ตั้งกล่าวคือ ยึดหลัก “ความถูกต้อง” ไม่ใช่หลัก “ความถูกใจ”โดยมีเป้าหมายการทำงานอยู่ที่ “ประชาชน”
– ใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติราชการ เช่น พรหมวิหาร/ธรรมของผู้นำ ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) สังคหวัตถุ/ธรรมอันเป็นเครื่องผูกมิตร ๔ (ทาน ปิยะวาจา สมานัตตา อัตถจริยา) อิทธิบาท/ธรรมซึ่งทำให้สำเร็จ ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ธรรม อันทำให้งาม ๒ (ขันติ โสรัจจะ) ธรรมอันมีอุปการะมาก ๒ (สติ สัมปชัญญะ) ธรรมโลกบาล/ธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ๒ (หิริ โอตัปปะ) หลักธรรมที่ควรงดเว้น ๒ ( อคติ/ความลำเอียง ๔ อบายมุข/เหตุแห่งความ ฉิบหาย ๖) สัปปุริสธรรม/ธรรมที่ช่วยให้เป็นผู้ประเสริฐ ๗ (รู้จักเหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน คน) ฯลฯ
– ให้ความยุติธรรม ทั้งในด้านของกฎหมาย และการพึ่งพาอาศัยระบบราชการแก่ประชาชนได้ทุกเมื่อ เพื่อเป็นการตัดต้นตอสาเหตุที่ทำให้เกิดมีผู้มีอิทธิพล เพราะประชาชนที่ถูกเอาเปรียบจากระบบราชการ หรือไม่ได้รับความยุติธรรมจะหันไปพึ่งพาผู้มีเงิน มีบารมี มีอิทธิพลในที่สุด
– ยึดประชาชนเป็นเป้าหมายโดยการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ การบริการที่มีคุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง

๒.๒.๒ ความประพฤติ
– ข้าราชการต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนในทุก ๆ ด้าน เพื่อสร้างให้เกิดความรัก ศรัทธา อันจะนำมาซึ่งความร่วมมือกับทางราชการอย่างเต็มที่
– เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการครองเรือน รักครอบครัว ดูแลครอบครัวของเราให้ดีที่สุด คือ ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว
– เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ในการปฏิบัติหน้าที่ ต่อต้านการทุจริต ประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านความซื่อสัตย์สุจริต
– อ่อนน้อม ถ่อมตน มีเหตุผล
– มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ประหยัด เสียสละ มีความเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
– ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม/หลักธรรมสำหรับนักปกครอง (คุณธรรมที่มาจากหลักธรรมของศาสนาที่เอื้ออำนวยต่อการปกครอง) คือ ๑. ทาน (ให้เพื่อบูชา/สงเคราะห์) ๒. ศีล (การรักษามารยาท) ๓. บริจาค (ให้เพื่อการสาธารณะ ข่มความโลภ) ๔. อาชวะ (มีอัธยาศัยซื่อตรง) ๕. มัทวะ (มีอัธยาศัยอ่อนโยน) ๖. ตปะ (มีความเพียรเอาชนะบาปความชั่ว) ๗. อโกธะ (ไม่โกรธ) ๘. อวิหิงสา (ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น) ๙. ขันติ (อดกลั้นต่อกิเลสและทุกข์) ๑๐. อวิโรธนะ (ไม่มีผิดจากความเที่ยงตรง)
– พัฒนาตัวเองให้มีความรู้รอบด้าน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ก้าวทันกับยุคโลกาภิวัฒน์

พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะผู้บริหารงานเร่งรัดพัฒนาชนบทระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน วันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๑๒

     “การพัฒนาชนบทเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องทำให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือ ทั้งเฉลียวทั้งฉลาด ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่มุ่งที่จะหากินด้วยวิธีการใดๆ ใครอยากหากิน ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง ไปทำการค้าดีกว่า เพราะว่าถ้าทำผิดพลาดไปแล้ว บ้านเมืองเราล่มจม และเมื่อบ้านเมืองของเราล่มจมแล้วเราอยู่ไม่ได้ ก็เท่ากับเสียหมดทุกอย่าง…..”

84076

 

pic1477324380

 

ประวัติผู้เขียน

FB IMG 1627549163963

  • ชื่อสกุล นายรณรงค์  เสาเหม
  • เกิด ๒ พฤศจิกายน  ๒๕๐๒    อายุ ๖๑ ปี

ประวัติการศึกษา 

  • นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การทำงาน 

  • เคยรับราชการที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ  เมื่อปี ๒๕๒๑  ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การข่าว ๑  และดำรงตำแหน่งนักการข่าว ๓  เมื่อปี ๒๕๒๗
  • สอบบรรจุโอนมารับราชการที่สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อปี ๒๕๔๔    ดำรงตำแหน่ง พนักงานไต่สวนเชี่ยวชาญ,
  • ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดลำพูน  และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดลำปาง

การทำงานด้านอื่น ๆ 

  • เคยเป็นครูฝึกหลักสูตรการหาข่าวทางลับ
  • เคยเป็นคณะทำงานที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุดที่ ๑
  • เคยเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานี ฯ

FB IMG 1627549235285

FB IMG 1627549141095

IMG 1106

เรื่องน่าอ่าน