ภูมิรัฐศาสตร์โลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ “สถาปัตยกรรมความขัดแย้ง” จากรูปแบบการรบตามแบบ (Conventional Warfare) ที่พึ่งพากำลังรบขนาดใหญ่ เข้าสู่ยุคของการปฏิวัติกิจการทหาร (Revolution in Military Affairs – RMA) รูปแบบใหม่ สนามรบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มตัวแทนของอิหร่าน และ “ห้องทดลองทางยุทธศาสตร์” ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ตอกย้ำถึงการปะทะกันระหว่างมหาอำนาจทางทหารดั้งเดิม กับตัวแสดงที่ใช้ยุทธศาสตร์สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งได้เปลี่ยนนิยามของชัยชนะและแพ้ในสงครามยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง
#ทฤษฎีสงครามอสมมาตรและการยัดเยียดต้นทุน (Cost-Imposition Strategy)
ในมิติเศรษฐศาสตร์การทหาร (Defense Economics) ความขัดแย้งในยุคปัจจุบันได้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของยุทโธปกรณ์ขั้นสูงเมื่อต้องเผชิญกับ “ยุทธศาสตร์การยัดเยียดต้นทุน” (Cost-Imposition Strategy) ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของการรบแบบอสมมาตร สหรัฐอเมริกาได้วางกำลังรบเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบในตะวันออกกลาง ทั้งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ (B-1, B-2, B-52) และระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง (Patriot, THAAD) ทว่า อิหร่านและกองกำลังตัวแทนกลับเลือกใช้การกระจายอำนาจกำลังรบด้วยอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรนพลีชีพ Shahed-136 ที่มีราคาเพียงหลักหมื่นดอลลาร์ การบังคับให้ฝ่ายตั้งรับต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ต่อลูกเพื่อทำลายโดรนราคาถูก ถือเป็นการใช้ยุทธวิธี “การทำลายล้างทางเศรษฐกิจ” (Economic Attrition) ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งฝ่ายที่อ่อนแอกว่าสามารถสร้างความไม่สมดุลด้านทรัพยากร และบีบให้ฝ่ายมหาอำนาจต้องสูญเสียขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุงในระยะยาว
#พลวัตการรบ 3 ระดับ ในสงครามหลายมิติ (Multi-Domain Operations)
หลักนิยมทางการทหารยุคใหม่ได้ก้าวข้ามขอบเขตของสมรภูมิทางกายภาพ (บก ทะเล อากาศ) ไปสู่การปฏิบัติการรบร่วมหลายมิติ (Multi-Domain Operations – MDO) ซึ่งครอบคลุมถึงมิติไซเบอร์ อวกาศ และข้อมูลข่าวสาร โดยสามารถวิเคราะห์ผ่านระดับการทำสงครามทั้ง 3 ระดับ ดังนี้
1) ระดับยุทธวิธี (Tactical Level): เทคโนโลยีได้สร้างปรากฏการณ์ “การกระจายอำนาจสู่หน่วยรอง” (Decentralization) โดรนราคาถูกและอาวุธปล่อยนำวิถีความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions) ทำให้หน่วยรบขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบทางยุทธวิธีที่รุนแรงต่อยุทโธปกรณ์หลักของฝ่ายตรงข้ามได้ ข้อมูล (Data) และการเชื่อมโยงเครือข่ายสนามรบแบบเรียลไทม์ได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญเทียบเท่ากับอำนาจการยิง
2) ระดับยุทธการ (Operational Level): เส้นแบ่งระหว่างทรัพยากรทางทหารและพลเรือนเริ่มเลือนราง (Civil-Military Blurring) การบูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และการใช้โดรนดัดแปลง แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในระดับยุทธการยุคใหม่ ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในห่วงโซ่การทำลายล้าง (Sensor-to-Shooter Kill Chain) ที่อาศัยระบบเครือข่ายมากกว่าแพลตฟอร์มเดี่ยวๆ
3) ระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Level): สงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยึดครองพื้นที่ แต่คือการบั่นทอน “อำนาจแห่งชาติ” (National Power) ในทุกมิติ ทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การโจมตีทางไซเบอร์ และการทำสงครามข่าวสาร (Information Warfare) เพื่อทำลายเจตนารมณ์ในการต่อสู้ของประชาชนและผู้นำรัฐฝ่ายตรงข้าม
#จุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์การจัดหากำลังรบ
จากบทเรียนความขัดแย้งร่วมสมัย กองทัพทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับรื้อแนวคิดการพัฒนากำลังรบ จากเดิมที่ยึดติดกับแนวคิด “การทำสงครามที่เน้นแพลตฟอร์ม” (Platform-Centric Warfare) ซึ่งพึ่งพายุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ราคาแพง และมีจำนวนน้อย เช่น รถถังหลัก หรือเรือรบขนาดใหญ่
ทิศทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบันกำลังมุ่งสู่ “การทำสงครามที่เน้นเครือข่าย” (Network-Centric Warfare) กองทัพยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการยุทโธปกรณ์เหล่านี้เข้าสู่โครงสร้างกำลังรบ
– ฝูงบินโดรนอัตโนมัติ (Drone Swarms)
– ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลที่ทำงานร่วมกัน
– ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare)
– ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการทหารเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
#การนำบทเรียนมาประยุกต์ใช้: ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศสำหรับรัฐขนาดกลางและประเทศไทย
บทเรียนจากสนามรบอสมมาตรในศตวรรษที่ 21 ส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อรัฐขนาดกลาง ซึ่งมักมีทรัพยากรจำกัดและต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติ การนำบทเรียนเหล่านี้มาประยุกต์ใช้จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
1. การปรับใช้ยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงลึกหลายมิติและอสมมาตร: รัฐขนาดกลางไม่อาจเลียนแบบมหาอำนาจในการสะสมยุทโธปกรณ์ราคาแพง แต่ต้องปรับใช้แนวคิด “การยัดเยียดต้นทุน” (Cost-Imposition) และ “การรบหลายมิติ” เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ สำหรับประเทศไทย, นี่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในพลาธิการและการจัดหากำลังรบ แทนที่จะมุ่งเน้นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ (เช่น เรือดำน้ำราคาแพงจำนวนมาก) ควรหันมาลงทุนในระบบอสมมาตรต้นทุนต่ำแต่จำนวนมาก
1.1 ฝูงบินโดรนโจมตีและตรวจการณ์ (Drone Swarms) ที่ผลิตภายในประเทศหรือร่วมมือด้านเทคโนโลยี
1.2 ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยานแบบเคลื่อนที่ (Mobile Coastal Defense and Air Defense Systems) เพื่อสร้างเขตป้องกัน A2/AD (Anti-Access/Area Denial)
2. การสร้างขีดความสามารถ C4ISR และ Network-Centric Warfare: ลงทุนในระบบสั่งการ ควบคุม สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ข่าวกรอง ตรวจการณ์ และลาดตระเวน (C4ISR) เพื่อเชื่อมโยงหน่วยรบขนาดเล็กให้ทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์
3. การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใน: ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาโดรน, ซอฟต์แวร์ทางทหาร, และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาภายนอกและสร้างความยั่งยืนในยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ
4. การบูรณาการความมั่นคงหลายมิติ: พัฒนาขีดความสามารถสงครามไซเบอร์ (ป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ) และสงครามข้อมูลข่าวสาร (โต้ตอบข้อมูลบิดเบือน) พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคพลเรือน (Cyber Reserves)
5. ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจและพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และเทคโนโลยี
#บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์แบบองค์รวม
ภูมิทัศน์ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่า กฎเกณฑ์และตรรกะของการทำสงครามได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างสมบูรณ์ ความเป็นมหาอำนาจทางทหารไม่ได้ถูกผูกขาดด้วยขนาดของกองทัพ ถาวรวัตถุ หรือแพลตฟอร์มดั้งเดิมที่มีราคาสูงลิ่วอีกต่อไป หากแต่ถูกกำหนดโดย “ความคล่องตัวทางยุทธศาสตร์” (Strategic Agility) และขีดความสามารถในการบริหารจัดการอำนาจผ่านสงครามอสมมาตรและยุทธศาสตร์การยัดเยียดต้นทุน
สำหรับรัฐขนาดกลางและประเทศไทย การตระหนักถึงพลวัตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือ “ความจำเป็นแห่งความอยู่รอด” (Survival Imperative) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง การเตรียมความพร้อมเรียกร้องให้วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ต้องกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิม โดยเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพายุทโธปกรณ์แบบรวมศูนย์ที่เสี่ยงต่อการสูญเสีย ไปสู่การสร้างโครงสร้างกำลังรบที่เน้นเครือข่าย การกระจายตัว และเทคโนโลยีที่คุ้มค่าแต่ทรงประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในสมรภูมิยุคใหม่ ไม่ใช่เกราะเหล็กที่หนาที่สุด แต่มันคือการผสานรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูลข่าวสาร และเศรษฐศาสตร์การทหาร เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างชาญฉลาด รัฐและผู้นำระดับนโยบายที่สามารถบูรณาการทรัพยากรเหล่านี้ และปรับปรุงหลักนิยมให้สอดรับกับสภาวะแวดล้อมใหม่ได้เร็วกว่าเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาสมดุลแห่งอำนาจ สร้างขีดความสามารถในการป้องปราม (Deterrence) และดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–



เรื่องน่าอ่าน
DSI ส่งสำนวนฟ้อง 70 ผู้ต้องหา คดีฮั้วประมูลถนนนครปฐม โยงคดี “กำนันนก”
DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น
DSI ส่งสำนวน ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 ราย ปมเอื้อขบวนการลักไฟฟ้าทำเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่ธัญบุรี
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ” จุดพลุโมเดล ”เมืองมหานคร“ อัพเกรดศักยภาพจังหวัดปริมณฑลชู “นครปฐม” ต้นแบบ วาง 8 ยุทธศาสตร์เมืองแห่งอนาคต ตั้งเป้าดัน GPP ทะยานสู่ 5.1 แสนล้านบาท ติด Top 5 ประเทศ
อุทยานฯ ทองผาภูมิ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้บุกรุกขุดหาแร่ทองคำใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เป็นสมาชิกกองกำลัง KNU หรือ KNLA จำนวน 5 คน
ศาลปกครองสูงสุด ชี้กระบวนการตั้ง พนง.สอบสวนเชี่ยวชาญ ปี 57 มิชอบ
DSI บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ในพื้นที่ จ.เชียงราย