พลวัตสงครามอสมมาตรและยุทธศาสตร์ต้นทุนในศตวรรษที่ 21 /โดย: ดร.Force

346925

     ภูมิรัฐศาสตร์โลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ “สถาปัตยกรรมความขัดแย้ง” จากรูปแบบการรบตามแบบ (Conventional Warfare) ที่พึ่งพากำลังรบขนาดใหญ่ เข้าสู่ยุคของการปฏิวัติกิจการทหาร (Revolution in Military Affairs – RMA) รูปแบบใหม่ สนามรบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มตัวแทนของอิหร่าน และ “ห้องทดลองทางยุทธศาสตร์” ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้ตอกย้ำถึงการปะทะกันระหว่างมหาอำนาจทางทหารดั้งเดิม กับตัวแสดงที่ใช้ยุทธศาสตร์สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งได้เปลี่ยนนิยามของชัยชนะและแพ้ในสงครามยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง

              #ทฤษฎีสงครามอสมมาตรและการยัดเยียดต้นทุน (Cost-Imposition Strategy)

              ในมิติเศรษฐศาสตร์การทหาร (Defense Economics) ความขัดแย้งในยุคปัจจุบันได้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของยุทโธปกรณ์ขั้นสูงเมื่อต้องเผชิญกับ “ยุทธศาสตร์การยัดเยียดต้นทุน” (Cost-Imposition Strategy) ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของการรบแบบอสมมาตร  สหรัฐอเมริกาได้วางกำลังรบเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบในตะวันออกกลาง ทั้งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ (B-1, B-2, B-52) และระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง (Patriot, THAAD) ทว่า อิหร่านและกองกำลังตัวแทนกลับเลือกใช้การกระจายอำนาจกำลังรบด้วยอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรนพลีชีพ Shahed-136 ที่มีราคาเพียงหลักหมื่นดอลลาร์ การบังคับให้ฝ่ายตั้งรับต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ต่อลูกเพื่อทำลายโดรนราคาถูก ถือเป็นการใช้ยุทธวิธี “การทำลายล้างทางเศรษฐกิจ” (Economic Attrition) ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งฝ่ายที่อ่อนแอกว่าสามารถสร้างความไม่สมดุลด้านทรัพยากร และบีบให้ฝ่ายมหาอำนาจต้องสูญเสียขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุงในระยะยาว

              #พลวัตการรบ 3 ระดับ ในสงครามหลายมิติ (Multi-Domain Operations)

              หลักนิยมทางการทหารยุคใหม่ได้ก้าวข้ามขอบเขตของสมรภูมิทางกายภาพ (บก ทะเล อากาศ) ไปสู่การปฏิบัติการรบร่วมหลายมิติ (Multi-Domain Operations – MDO) ซึ่งครอบคลุมถึงมิติไซเบอร์ อวกาศ และข้อมูลข่าวสาร โดยสามารถวิเคราะห์ผ่านระดับการทำสงครามทั้ง 3 ระดับ ดังนี้

               1) ระดับยุทธวิธี (Tactical Level): เทคโนโลยีได้สร้างปรากฏการณ์ “การกระจายอำนาจสู่หน่วยรอง” (Decentralization) โดรนราคาถูกและอาวุธปล่อยนำวิถีความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions) ทำให้หน่วยรบขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบทางยุทธวิธีที่รุนแรงต่อยุทโธปกรณ์หลักของฝ่ายตรงข้ามได้ ข้อมูล (Data) และการเชื่อมโยงเครือข่ายสนามรบแบบเรียลไทม์ได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญเทียบเท่ากับอำนาจการยิง

               2) ระดับยุทธการ (Operational Level): เส้นแบ่งระหว่างทรัพยากรทางทหารและพลเรือนเริ่มเลือนราง (Civil-Military Blurring) การบูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และการใช้โดรนดัดแปลง แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในระดับยุทธการยุคใหม่ ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในห่วงโซ่การทำลายล้าง (Sensor-to-Shooter Kill Chain) ที่อาศัยระบบเครือข่ายมากกว่าแพลตฟอร์มเดี่ยวๆ

               3) ระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Level): สงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยึดครองพื้นที่ แต่คือการบั่นทอน “อำนาจแห่งชาติ” (National Power) ในทุกมิติ ทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การโจมตีทางไซเบอร์ และการทำสงครามข่าวสาร (Information Warfare) เพื่อทำลายเจตนารมณ์ในการต่อสู้ของประชาชนและผู้นำรัฐฝ่ายตรงข้าม

               #จุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์การจัดหากำลังรบ

               จากบทเรียนความขัดแย้งร่วมสมัย กองทัพทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับรื้อแนวคิดการพัฒนากำลังรบ จากเดิมที่ยึดติดกับแนวคิด “การทำสงครามที่เน้นแพลตฟอร์ม” (Platform-Centric Warfare) ซึ่งพึ่งพายุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ราคาแพง และมีจำนวนน้อย เช่น รถถังหลัก หรือเรือรบขนาดใหญ่

ทิศทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบันกำลังมุ่งสู่ “การทำสงครามที่เน้นเครือข่าย” (Network-Centric Warfare) กองทัพยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการยุทโธปกรณ์เหล่านี้เข้าสู่โครงสร้างกำลังรบ
               – ฝูงบินโดรนอัตโนมัติ (Drone Swarms)
               – ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลที่ทำงานร่วมกัน
               – ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare)
               – ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการทหารเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

               #การนำบทเรียนมาประยุกต์ใช้: ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศสำหรับรัฐขนาดกลางและประเทศไทย

               บทเรียนจากสนามรบอสมมาตรในศตวรรษที่ 21 ส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อรัฐขนาดกลาง ซึ่งมักมีทรัพยากรจำกัดและต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติ การนำบทเรียนเหล่านี้มาประยุกต์ใช้จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

              1. การปรับใช้ยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงลึกหลายมิติและอสมมาตร: รัฐขนาดกลางไม่อาจเลียนแบบมหาอำนาจในการสะสมยุทโธปกรณ์ราคาแพง แต่ต้องปรับใช้แนวคิด “การยัดเยียดต้นทุน” (Cost-Imposition) และ “การรบหลายมิติ” เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ สำหรับประเทศไทย, นี่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในพลาธิการและการจัดหากำลังรบ แทนที่จะมุ่งเน้นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ (เช่น เรือดำน้ำราคาแพงจำนวนมาก) ควรหันมาลงทุนในระบบอสมมาตรต้นทุนต่ำแต่จำนวนมาก
                   1.1 ฝูงบินโดรนโจมตีและตรวจการณ์ (Drone Swarms) ที่ผลิตภายในประเทศหรือร่วมมือด้านเทคโนโลยี
                   1.2 ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยานแบบเคลื่อนที่ (Mobile Coastal Defense and Air Defense Systems) เพื่อสร้างเขตป้องกัน A2/AD (Anti-Access/Area Denial)

               2. การสร้างขีดความสามารถ C4ISR และ Network-Centric Warfare: ลงทุนในระบบสั่งการ ควบคุม สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ข่าวกรอง ตรวจการณ์ และลาดตระเวน (C4ISR) เพื่อเชื่อมโยงหน่วยรบขนาดเล็กให้ทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์

               3. การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใน: ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาโดรน, ซอฟต์แวร์ทางทหาร, และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาภายนอกและสร้างความยั่งยืนในยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ

               4. การบูรณาการความมั่นคงหลายมิติ: พัฒนาขีดความสามารถสงครามไซเบอร์ (ป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ) และสงครามข้อมูลข่าวสาร (โต้ตอบข้อมูลบิดเบือน) พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคพลเรือน (Cyber Reserves)

               5. ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจและพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และเทคโนโลยี

346927

              #บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์แบบองค์รวม

               ภูมิทัศน์ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่า กฎเกณฑ์และตรรกะของการทำสงครามได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างสมบูรณ์ ความเป็นมหาอำนาจทางทหารไม่ได้ถูกผูกขาดด้วยขนาดของกองทัพ ถาวรวัตถุ หรือแพลตฟอร์มดั้งเดิมที่มีราคาสูงลิ่วอีกต่อไป หากแต่ถูกกำหนดโดย “ความคล่องตัวทางยุทธศาสตร์” (Strategic Agility) และขีดความสามารถในการบริหารจัดการอำนาจผ่านสงครามอสมมาตรและยุทธศาสตร์การยัดเยียดต้นทุน

              สำหรับรัฐขนาดกลางและประเทศไทย การตระหนักถึงพลวัตเหล่านี้ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือ “ความจำเป็นแห่งความอยู่รอด” (Survival Imperative) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง การเตรียมความพร้อมเรียกร้องให้วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ต้องกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิม โดยเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพายุทโธปกรณ์แบบรวมศูนย์ที่เสี่ยงต่อการสูญเสีย ไปสู่การสร้างโครงสร้างกำลังรบที่เน้นเครือข่าย การกระจายตัว และเทคโนโลยีที่คุ้มค่าแต่ทรงประสิทธิภาพ

              ท้ายที่สุดแล้ว เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในสมรภูมิยุคใหม่ ไม่ใช่เกราะเหล็กที่หนาที่สุด แต่มันคือการผสานรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูลข่าวสาร และเศรษฐศาสตร์การทหาร เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างชาญฉลาด รัฐและผู้นำระดับนโยบายที่สามารถบูรณาการทรัพยากรเหล่านี้ และปรับปรุงหลักนิยมให้สอดรับกับสภาวะแวดล้อมใหม่ได้เร็วกว่าเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาสมดุลแห่งอำนาจ สร้างขีดความสามารถในการป้องปราม (Deterrence) และดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน