
ในห้วงเดือนเมษายน ปี 2026 นี้ สายตาของชาวโลกต่างจับจ้องไปที่อวกาศอีกครั้ง กับภารกิจประวัติศาสตร์ Artemis II ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ที่ได้ส่งนักบินอวกาศ 4 นายเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์และกำลังเดินทางกลับสู่โลก ถือเป็นการกลับไปเยือนห้วงอวกาศลึก (Deep Space) ของมนุษยชาติในรอบกว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่โครงการ Apollo สิ้นสุดลง ท่ามกลางความตื่นเต้นของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ คำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในแวดวงนักวิเคราะห์คือ “แท้จริงแล้ว การกลับไปดวงจันทร์ครั้งนี้ เกิดจากความกระหายใคร่รู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพียงฉากบังหน้าของการห้ำหั่นทางภูมิรัฐศาสตร์กันแน่?”
ประเด็นที่น่าสนใจว่าแรงขับเคลื่อนหลักของทั้งโครงการ Apollo ในอดีต และ Artemis ในปัจจุบัน ล้วนมีรากฐานมาจากการเมืองโลกและ “ความกลัว” ที่จะสูญเสียอำนาจนำ มากกว่าความรักในการสำรวจ อย่างไรก็ตาม หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปในพลวัตทางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยี จะพบว่าความจริงนั้นมีมิติที่ซับซ้อนและผสมผสานกันมากกว่าแค่เกมการเมืองแบบแพ้คัดออก (Zero-sum game)
[ เงาของสงครามเย็น: เมื่อความกลัวเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนจรวด ] เกี่ยวกับการกำเนิดโครงการ Apollo นั้น ในแง่บริบททางประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกาไม่ได้ไปดวงจันทร์ในปี 1969 เพียงเพราะอยากทำลายสถิติ แต่ไปเพราะการสูญเสียความได้เปรียบทางอวกาศให้กับสหภาพโซเวียต (ดาวเทียม Sputnik 1 และยูริ กาการิน) ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในระดับรากฐาน
สุนทรพจน์ของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในปี 1961 คือการประกาศ “สงครามตัวแทน” ที่เปลี่ยนสมรภูมิจากสนามรบมาเป็นชั้นบรรยากาศ การระดมทุนมหาศาลเทียบเท่าโครงการแมนฮัตตันเพื่อสร้างจรวด Saturn V จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า การเมืองคือแหล่งทุนหลักที่ทำให้วิศวกรรมที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นเรื่องจริง เมื่อสหรัฐฯ ปักธงบนดวงจันทร์สำเร็จและโซเวียตล้มเลิกโครงการ เป้าหมายทางการเมืองก็บรรลุผล โครงการอวกาศที่ใช้เม็ดเงินมหาศาลจึงถูกแช่แข็งไปโดยปริยาย
[ ภูมิรัฐศาสตร์อวกาศยุค 2.0: มังกรผงาดและการแย่งชิงทรัพยากร ] การประเมินแรงจูงใจของโครงการ Artemis ในปัจจุบันว่าเกิดจากการ “หายใจรดต้นคอ” ของจีน ก็เป็นบทวิเคราะห์ที่สะท้อนความเป็นจริงในเวทีโลกยุคปัจจุบันได้อย่างแหลมคม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการอวกาศของจีน (CNSA) ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการส่งยานไปลงจอดที่ด้านมืดของดวงจันทร์ หรือแผนการสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ (ILRS) ร่วมกับรัสเซีย สหรัฐฯ ย่อมตระหนักดีว่า ใครก็ตามที่สามารถตั้งฐานที่มั่นบนดวงจันทร์ได้ก่อน ย่อมได้เปรียบทั้งในแง่ของการควบคุมทรัพยากรล้ำค่า (เช่น แร่หายาก หรือ ฮีเลียม-3 ที่อาจเป็นพลังงานสะอาดในอนาคต) และการครอบครองจุดยุทธศาสตร์ทางอวกาศ โครงการ Artemis จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นการรักษาอำนาจนำของสหรัฐฯ (Hegemony) ในยุคที่ขั้วอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน
[ บทวิพากษ์: มากกว่าแค่การเมือง คือวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ] แม้ว่าความจริงอันโหดร้ายของแรงขับเคลื่อนทางการเมือง แต่การสรุปว่าภารกิจเหล่านี้เป็นเรื่อง “การเมืองโลกล้วนๆ” อาจเป็นการมองข้ามคุณูปการทางวิทยาศาสตร์และธรรมชาติของมนุษย์มากเกินไป
(1) วิกฤตสร้างนวัตกรรม: เป็นความจริงที่สงครามและการแข่งขันกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา แต่ผลพลอยได้ (Spinoffs) จากโครงการอวกาศเหล่านี้กลับตกเป็นของมนุษยชาติโดยรวม เทคโนโลยีไมโครชิป วัสดุศาสตร์ การสื่อสารผ่านดาวเทียม หรือแม้แต่อุปกรณ์การแพทย์ ล้วนมีรากฐานมาจากการแก้ปัญหาเพื่อเอาชีวิตรอดในอวกาศ
(2) ความร่วมมือระหว่างประเทศยุคใหม่: โครงการ Artemis แตกต่างจาก Apollo ตรงที่ไม่ได้เป็นการฉายเดี่ยวของสหรัฐฯ แต่มีการดึงพันธมิตรนานาชาติเข้าร่วม เช่น องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และแคนาดา (CSA) ผ่านสนธิสัญญา Artemis Accords นี่ไม่ใช่แค่การสกัดกั้นจีน แต่คือการสร้างบรรทัดฐาน (Norms) และระเบียบโลกใหม่ในการสำรวจอวกาศอย่างสันติ
(3) ก้าวสู่ดาวอังคาร: ดวงจันทร์ในยุค Artemis ไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็น “ห้องทดลอง” และ “สถานีเติมเสบียง” เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตในระยะยาว ก่อนที่มนุษย์จะเดินทางต่อไปยังดาวอังคาร ซึ่งเป็นเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าความขัดแย้งของสองชาติ
[ บทสรุป: ความขัดแย้งบนผืนโลก สู่ก้าวกระโดดบนดวงดาว 】
แม้เราจะปรารถนาให้การสำรวจอวกาศขับเคลื่อนด้วยความใคร่รู้และสันติภาพเพียงใด แต่ความจริงเชิงประจักษ์คือ “ความกลัวและการแข่งขัน” ยังคงเป็นสารตั้งต้นที่ทรงพลังที่สุดในการผลักดันขีดจำกัดของมนุษย์ การที่สหรัฐอเมริกาต้องเร่งเครื่องกลับสู่ดวงจันทร์ผ่านโครงการ Artemis เพื่อรับมือกับการผงาดขึ้นของจีน จึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมาย ทว่าเป็นสัจธรรมของการรักษาดุลอำนาจในเวทีโลกที่ไม่เคยหลับใหล
หากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็นคือเบ้าหลอมที่ให้กำเนิด “Apollo” สงครามเย็นยุคเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงทรัพยากรและการตั้งป้อมสกัดกั้น ก็คือแรงเหวี่ยงที่ส่ง “Artemis” ทะยานขึ้นสู่อวกาศ ทว่าความแตกต่างที่สำคัญในครั้งนี้คือ ปลายทางไม่ใช่เพียงการปักธงประกาศชัยชนะแล้วหันหลังกลับ แต่คือการวางรากฐานเพื่อการตั้งถิ่นฐานอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างดาวอังคาร
ตลกร้ายของประวัติศาสตร์อาจซ่อนอยู่ในประโยคที่ว่า “มนุษยชาติอยู่ด้วยกันดีๆ ไม่เป็น” แต่ในรอยร้าวของความขัดแย้งนั้นเอง นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์อาจรับบทเป็นนายทุนผู้จ่ายค่าตั๋วแพงหูฉี่ให้เรากลับไปเยือนดวงจันทร์ แต่ผลกำไรทางเทคโนโลยีและก้าวกระโดดทางวิทยาศาสตร์ จะตกเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติร่วมกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าแรงจูงใจเบื้องหลังจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวทางการเมืองมากเพียงใด รอยเท้าบนผืนฝุ่นดวงจันทร์ในยุค Artemis จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้มนุษย์จะยังคงขีดเส้นแบ่งพรมแดนและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายบนโลกใบนี้ แต่เมื่อเราแหงนหน้ามองออกไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่ เรากำลังก้าวเดินต่อไปในฐานะเผ่าพันธุ์เดียวกัน
ที่มา: น.อ ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
10 คณะกรรมการโก๋ & กี๋หลังวังรุ่นเก๋า!!! ร่วมค้นหาดาวดวงใหม่ ครองแชมป์ “โก๋หลังวัง” ซีซั่น 4 ปี 2569 ลุ้น!!! ไปกับ 20 โก๋ & กี๋ หลังวังรุ่นใหม่ รอบชิงชนะเลิศ 20 กันยายนนี้ ณ เวทีศาลาเฉลิมกรุง
กรณีคดีฮั้ว สว. ผ่านสื่อและช่องทางออนไลน์
ศุภณัฐกาง 7 พิรุธเช่ารถขยะ EV กทม. งบหมื่นล้านตลอด 3 ปี ล่มคามือ เหตุทำผิดกฎหมาย-ล็อกสเปก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
กบน.ปรับอัตรากองทุนน้ำมันใหม่ อุดหนุนดีเซล 8.43 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย. 2569 หลังกบง.เคาะลดดีเซลหน้าโรงกลั่นลิตรละ 4 บาท
เครือข่ายสารเสพติดบุกพรรคภูมิใจไทย จี้ “อนุทิน” ลงนามดัน พ.ร.บ.กัญชาฯ ฉบับประชาชนเข้าสภา
DSI บูรณาการร่วมกับ 18 หน่วยงาน ร่วมกันตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล โดยการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม ปรับราคาค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา รถ 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 80 บาท มีผล 15 ธันวาคม 2569