
ผลการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติในปี 2569 (อย่างไม่เป็นทางการ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของการเมืองไทย ตัวเลขสถิติที่ปรากฏไม่ได้เป็นเพียงการนับจำนวนที่นั่งในสภา แต่เป็นภาพฉายที่ชัดเจนของ “โครงสร้างประชากรศาสตร์” ที่แบ่งแยกตามเจเนอเรชัน พื้นที่ และอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างแหลมคม
เมื่อนำข้อมูลผลการเลือกตั้งมาวิเคราะห์ร่วมกับสัดส่วนประชากรตามกลุ่มวัย (Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boomers) สามารถสังเคราะห์ปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่สำคัญได้ดังนี้ครับ
1. ปรากฏการณ์ “โหวตสวนทาง” (Split-Ticket Voting) อุดมการณ์คนรุ่นใหม่ vs. ความมั่นคงในท้องถิ่นของคนรุ่นใหญ่ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาสะท้อนถึงพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบแยกส่วนอย่างชัดเจน
1.1 ชัยชนะเชิงพื้นที่ (สส. แบบแบ่งเขต) พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปถึง 174 ที่นั่ง, พรรคประชาชน 87 ที่นั่ง, พรรคเพื่อไทย 58 ที่นั่ง, พรรคกล้าธรรม 56 ที่นั่ง และ พรรคประชาธิปัตย์ 10 ที่นั่ง สะท้อนให้เห็นว่าในระดับภูมิภาคและชนบท กลไกการเมืองที่เน้นการพัฒนาพื้นที่ เครือข่ายบ้านใหญ่ และความผูกพันใกล้ชิด ยังคงทรงอิทธิพล ฐานเสียงกลุ่มนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของ Gen X และ Baby Boomers ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่าครึ่งของประเทศ ประชากรกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่จับต้องได้ในท้องถิ่น ความเสถียรภาพ และความคุ้นเคยกับตัวบุคคล
1.2 ชัยชนะเชิงอุดมการณ์ (สส. บัญชีรายชื่อ) ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนกลับครองแชมป์คะแนนมหาชน (Popular Vote) ถึง 9.8 ล้านเสียง (28.3%) สิ่งนี้สะท้อนถึงพลังของ Gen Y (วัยทำงานหลัก) และ Gen Z (First-time voters และเยาวชน) ที่เลือกปฏิเสธการเมืองแบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่น และหันมาลงคะแนนให้กับพรรคที่มีจุดยืนทางนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน แม้พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อรวมกันราว 11 ล้านเสียง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเสียงของประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วความคิดตามช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญ
2. ปรากฏการณ์ “กทม. ส้มทั้งแผ่นดิน” เมื่อความเป็นเมืองคือฐานที่มั่นของ Gen Y และ Gen Z การที่พรรคประชาชนกวาดที่นั่ง สส. กรุงเทพมหานคร ได้ครบทั้ง 33 เขต ภายใต้ผู้มาใช้สิทธิ์เกือบ 65% เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “การเมืองแบบคนเมือง” (Urban Politics) กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของสถานศึกษาและแหล่งงาน ซึ่งดึงดูดประชากร Gen Z และ Gen Y เข้ามาหนาแน่น กลุ่มประชากรเหล่านี้มีอัตราการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสูง มีความเป็นปัจเจกชนนิยม และมักลงคะแนนด้วยความคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change) มากกว่าการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ ผลลัพธ์นี้ยืนยันสมมติฐานที่ว่า เมื่อใดที่ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ผสานกับบริบทความเป็นเมือง (Urbanization) อุดมการณ์ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่จะมีพลังเหนือกว่าเครือข่ายหัวคะแนนแบบดั้งเดิม
3. การลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่: ฉันทามติของวัยทำงานที่ต้องการรื้อโครงสร้าง ตัวเลขผู้เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สูงถึง 19.98 ล้านเสียง (ทิ้งห่างเสียงไม่เห็นชอบเกือบเท่าตัว) เป็นตัวเลขนัยสำคัญที่สอดคล้องกับผลรวมของคะแนนพรรคการเมืองในฝั่งที่เรียกร้องการปฏิรูป ตัวเลขเกือบ 20 ล้านเสียงนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จาก Gen Z เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยแนวร่วมขนาดใหญ่อย่าง Gen Y (28%) และกลุ่มคน Gen X บางส่วน ที่อยู่ในวัยทำงานและแบกรับภาระทางเศรษฐกิจ สิ่งนี้สะท้อนว่าประชากรวัยขับเคลื่อนประเทศ มองเห็นตรงกันว่ากติกาหลักของประเทศในปัจจุบันอาจไม่ตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคต และต้องการ “สัญญาประชาคมใหม่” เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาเอง
4. พรรคขนาดกลางและพรรคเก่าแก่: การถูกบีบด้วยโครงสร้างประชากร พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ต้องเผชิญกับภาวะถูกขนาบข้าง (Squeezed) ทางหนึ่งถูกดึงฐานเสียงรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนไปสู่พรรคประชาชน และอีกทางหนึ่งถูกชิงพื้นที่ฐานเสียงอนุรักษ์นิยมและเครือข่ายท้องถิ่นโดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 3.66 ล้านเสียง แต่กลับได้ สส. เขตเพียง 10 คน สะท้อนว่าฐานเสียงที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงกลุ่ม Baby Boomers หรือ Loyalty Voters ที่ยังคงภักดีต่อแบรนด์ของพรรค แต่เริ่มขาดฐานเสียงจากคนรุ่นใหม่มาทดแทน
บทสรุป
การเลือกตั้งปี 2569 ภายใต้อัตราการใช้สิทธิ์ 65% ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตทางประชากรศาสตร์ที่สุกงอม ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะ “ดุลยภาพแห่งความย้อนแย้ง” (Paradoxical Equilibrium) ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยผู้ใหญ่ (Gen X และ Baby Boomers) ยังคงกุมอำนาจในการกำหนดตัวแทนระดับพื้นที่เพื่อรักษาสถานะเดิม ในขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ (Gen Y, Gen Z) กำลังใช้จำนวนเสียงที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผ่านคะแนนปาร์ตี้ลิสต์และการทำประชามติ
ทิศทางของประเทศไทยนับจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐสภาใหม่จะสามารถผสาน “ความต้องการเชิงปฏิบัติในท้องถิ่น” ของคนรุ่นใหญ่ เข้ากับ “อุดมการณ์การปฏิรูปโครงสร้าง” ของคนรุ่นใหม่ ได้อย่างประนีประนอมและยั่งยืนหรือไม่ครับ
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน
ถอดรหัสยุทธศาสตร์พนมเปญ : การเสริมเขี้ยวเล็บยานเกราะกัมพูชา และฉากทัศน์ความมั่นคงไทยในมิติใหม่ /โดย ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลก: จากทองคำ สู่ CBDC และสมรภูมิ AI /โดย: ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์แบตเตอรี่โลก : สงครามยานยนต์ไฟฟ้าที่จีนครองเบ็ดเสร็จ และก้าวต่อไปสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต /โดย ดร.Force
สยามอะเมซิ่งพาร์ค ชวนเที่ยวฟรี!!! ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” และ ผู้ได้รับสิทธิ์ “ ไทยช่วยไทยพลัส” 11 มิ.ย. – 5 ก.ค. นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนนทบุรี เดินหน้าสร้างความร่วมมือภาคการศึกษา พัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่
DSI ส่งสำนวนฟ้อง 70 ผู้ต้องหา คดีฮั้วประมูลถนนนครปฐม โยงคดี “กำนันนก”
DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด
รมต.ยุติธรรม ลงพื้นที่ชลบุรี – DSI ร่วมตำรวจ ศุลกากร ปกครอง ทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ส่งขายทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหา – ยึดของกลาง ที่ประกอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้าสำเร็จแล้ว กว่า 65,000 ชิ้น