นายกรัฐมนตรีนำแถลงผลปราบปรามร่วมกับ DSI เกี่ยวกับ “อาชญากรรมข้ามชาติ–สวมตัว–แปลงสัญชาติ–ทลายบ่อนพนัน” เร่งปราบปรามต่อเนื่อง ยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

20260430155741 1402

     DSI เข้าร่วมการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย

              วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงผลการดำเนินงานปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามในภาครัฐ (ปปท.) นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงอย่างพร้อมเพรียง

187377

               นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย จากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ และ การฟอกเงิน โดยให้บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด และผู้มีอิทธิพล อย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น จนสามารถขยายผลคดีสำคัญได้หลายกรณี หนึ่งในคดีสำคัญคือการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีการดำเนินการในรายคดีนายเบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับ การค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน รวมทั้งความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการยึดและอายัดทรัพย์สินในกรณีดังกล่าวไว้แล้ว รวมมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท และยังมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม ให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน อีกหลายพันล้านบาท การจำหน่ายรายการทางทะเบียนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ กลุ่มกาสิโน และการฟอกเงิน บุคคลสัญชาติกัมพูชา รายนายก๊อก อัน และนายลียง พัด รวมทั้งล่าสุดมีการขยายผลจากกรณีการจับกุมตัวนายเฉิน ยินไหล บุคคลสัญชาติจีน ซึ่งกระทำความผิดเป็นสแกมเมอร์ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐาน การฟอกเงิน กว่า 70,000 ล้านบาท ตรวจสอบพบพฤติกรรมการจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดเท็จ เพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย โดยมีผลดำเนินการสำคัญ ดังนี้
              1. การปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ โดยหลังจากการตรวจพบการทุจริตทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรม ข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (National Identity Crime Enforcement) เรียกโดยย่อว่า “DOPA N.I.C.E.” โดยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยได้ปรากฏผลการจับกุมปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทยที่สำคัญ ดังนี้
                      (1) ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” เมื่อวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน 2568 ปราบปรามขบวนการทุจริตให้คนต่างด้าวได้สถานะอยู่อาศัยถาวรในประเทศไทย ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจพบการทุจริตจำนวนอย่างน้อย 16 รายการ โดยจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ จำนวน 14 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 11 ราย แบ่งเป็นนายอำเภอ 1 ราย ปลัดอำเภอ 2 ราย ลูกจ้างอำเภอ 4 ราย และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 4 ราย รวมทั้งนายหน้าและบุคคลต่างด้าว 3 ราย
                      (2) ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ปราบปรามขบวนการสวมตัวบุคคลที่ไม่มีสิทธิและการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสถานะคนต่างด้าว ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่ทุจริตอย่างน้อยจำนวน 10 รายการ จับกุมบุคคลจำนวน 6 ราย ได้แก่  (1) ปลัดอำเภอ 2 ราย (2) ลูกจ้างอำเภอ 1 ราย (3) เจ้าหน้าที่เทศบาล 2 ราย และนายหน้า 1 ราย  (4) ปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ปราบปรามขบวนการทุจริตจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ในพื้นที่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรวจพบการย้ายทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จอย่างน้อยจำนวน 214 รายการ โดยจับกุมบุคคล จำนวน 6 ราย ได้แก่ ปลัดอำเภอ 1 ราย ลูกจ้างอำเภอ 1 ราย เจ้าบ้าน 3 ราย และนายหน้า 1 ราย การดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย สืบเนื่องจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ดำเนินการติดตามสืบสวนปราบปรามเครือข่ายทุนสีเทาและกลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีน อย่างต่อเนื่อง โดยได้จับกุม นายเฉิน ยินไหล ชายสัญชาติจีนกระทำผิดเป็นสแกมเมอร์ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 โดยจากการสืบสวนขยายผลพบว่า มีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีไปยังบุคคลซึ่งเชื่อว่าเป็นภรรยาชาวจีนและบุตร จำนวน 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คน มีสัญชาติไทย โดยเชื่อว่าได้สัญชาติไทยมาโดยมิชอบ จึงได้มีการประสานความร่วมมือไปยังกรมการปกครอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งพบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อน
                    (1) เครือข่ายดังกล่าวได้ว่าจ้างชายสัญชาติไทยให้ทำการจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน ซึ่งเป็นภรรยาที่แท้จริงของบุคคลในเครือข่าย
                    (2) จากนั้นเมื่อหญิงชาวจีนซึ่งตั้งครรภ์บุตรของชายจีนได้คลอดบุตรแล้ว ก็ดำเนินการ แจ้งเกิดบุตรโดยอาศัยข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทยตามบิดาโดยมิชอบ
                    (3) มีการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก โดยองค์กรภาคเอกชนและเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่ทุจริต อันเป็นการบิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความจริง การกระทำในลักษณะดังกล่าวจึงก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคมและความมั่นคงของรัฐ โดยบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทย โดยมิชอบย่อมมีสิทธิและสถานะเสมือนบุคคลสัญชาติไทย โดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการถือครองทรัพย์สิน การประกอบกิจการ การเข้าถึงบริการสาธารณะ ตลอดจนเสรีภาพในการเดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทน (Nominee) หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศอย่างยิ่ง ซึ่งคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. และตำรวจศูนย์ ACSC ได้สืบสวนพบพฤติการณ์ความผิดในลักษณะดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่าเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญจำนวน อย่างน้อย 5 กรณี

20260430155739 3650 20260430155741 7475

              เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 จึงได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

               1. เปิดปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” ดำเนินการจับกุมบุคคลตามหมายจับ จำนวน 6 ราย ดังนี้ (1) บุคคลชาวจีน 2 ราย (2) ชายไทยที่มารับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ 3 ราย และ (3) เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต 1 ราย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามและขยายผลการจับกุม ได้ดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิด จำนวน 34 ราย และดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิด จำนวน 19 ราย
               2. การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย โดยมีการปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่
                       2.1 ปฏิบัติการ “ROSE GARDEN รุกฆาต เซียนบ้านเอ็ง” เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 พื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 89 ราย และมีเงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาทต่อเดือน
                       2.2 ปฏิบัติการ “สิงห์ปราบปรปักษ์” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แห่ง ดังนี้
                              (1) บ่อนเสรีไทย 27 เขตบึงกุ่ม สามารถจับกุมผู้ต้องหา 40 ราย และมีเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านต่อเดือน
                              (2) บ่อนหทัยราษฎร์ เขตคลองสามวา สามารถจับกุมผู้ต้องหา 66 ราย และมีเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านต่อเดือน
                              นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ชุด มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการหาข่าว รวมทั้งสิ้นจำนวน 339,184 ครั้ง

20260430155919 1063 20260430155919 2356

              นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญ อาทิ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และขยายผล พร้อมย้ำว่า ทุกหน่วยไม่ได้แย่งกันทำ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันหมด ช่วยกันทำงาน เราพบมีเป้าหมายของการกระทำผิด และมีจุดที่สามารถเชื่อมโยงไป สามารถเห็นได้ว่ามาจากกลุ่มคนคนเดียว ส่วนใหญ่มาจากสแกมเมอรฺ การฟอกเงิน การขนของเถื่อน บ่อนพนัน อยู่ในกลุ่มนี้หมด

20260430155919 2394

              นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติม ได้มอบหมายให้ปฏิบัติการ ในนโยบายรักษาความสงบของชาติ การจัดระเบียบสังคม การปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำชัดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด ก็จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด เมื่อได้เห็นว่าเรื่องการเคลียร์ไม่ได้ มีความชัดเจน ก็ดำเนินการเต็มที่ ทำทุกอย่าจนจบสิ้นกระบวนการ ย้ำว่า ทุกรายได้ถูกดำเนินคดี อยากให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่ารัฐบาลเอาจริงกับการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด

20260430155919 8781

 

ที่มา PR กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน