ในทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมแสง (Concentrated Solar Power: CSP) เคยถูกมองว่าเป็น “ผู้แพ้” ในสมรภูมิพลังงานหมุนเวียน เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์สารกึ่งตัวนำ (Photovoltaics: PV) เนื่องจากโซลาร์เซลล์แบบทั่วไปมีข้อได้เปรียบด้านการลดลงของต้นทุนอย่างก้าวกระโดด (Learning Curve) โครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน และการติดตั้งที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดพื้นฐานของ Solar PV คือ ความไม่ต่อเนื่องในการผลิต (Intermittency) และการพึ่งพา แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งมีต้นทุนสูงหากต้องกักเก็บพลังงานในระดับมหภาค (Grid-scale storage)
การที่รัฐบาลจีนประกาศแผนยุทธศาสตร์ (ช่วงปลายปี 2025) ในการขยายกำลังการผลิต CSP จาก 838.2 เมกะวัตต์ (MW) ในปี 2024 สู่ 15,000 เมกะวัตต์ (15 GW) ภายในปี 2030 หรือเติบโตขึ้นเกือบ 18 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านมุมมองทางวิศวกรรมพลังงาน โดยมองว่า CSP ไม่ใช่คู่แข่งของ Solar PV แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างเสถียรภาพ (Baseload Generation)” ให้แก่ระบบสายส่งพลังงานสะอาด
1. หลักการและทฤษฎีทางวิศวกรรมของรูปแบบ CSP ระบบ CSP อาศัยหลักการทางทัศนศาสตร์ (Optics) และอุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) ในการแปลงพลังงานรังสีอาทิตย์ (Direct Normal Irradiation: DNI) ให้เป็นพลังงานความร้อนที่อุณหภูมิสูง ก่อนจะนำความร้อนนั้นไปขับเคลื่อนวัฏจักรต้นกำลังด้วยไอน้ำ (Steam Rankine Cycle) เพื่อหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าความร้อนทั่วไป ในโครงการเก๋อเอ่อมู่ มณฑลชิงไห่ มีการผสานเทคโนโลยีหลัก 2 รูปแบบเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด
1.1 ระบบหอคอยรับแสง (Solar Power Tower / Central Receiver): ใช้กระจกเงาราบที่หมุนตามดวงอาทิตย์แบบสองแกน (Heliostats) จำนวนมหาศาล ทำหน้าที่สะท้อนและรวมแสงอาทิตย์ไปตกที่ตัวรับความร้อน (Receiver) ซึ่งตั้งอยู่บนยอดหอคอยสูง ระบบนี้สามารถสร้างอัตราส่วนการรวมแสง (Concentration Ratio) ได้สูงถึง 500 ถึง 1,000 เท่า ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงกว่า 560°C ถึง 1,000°C นำไปสู่ประสิทธิภาพทางอุณหพลศาสตร์ที่สูงขึ้น
1.2 ระบบรางพาราโบลา (Parabolic Trough): ใช้กระจกโค้งรูปทรงพาราโบลาแถวยาว สะท้อนแสงอาทิตย์เข้าสู่ท่อรับความร้อน (Absorber Tube) ที่วิ่งผ่านจุดโฟกัสของราง ระบบนี้มีความซับซ้อนน้อยกว่าแต่ให้ช่วงอุณหภูมิที่ต่ำกว่าระบบหอคอย (ประมาณ 390°C) การผสมผสานสองระบบนี้บนพื้นที่กระจกกว่า 3.7 ล้านตารางเมตร ช่วยให้โรงไฟฟ้าสามารถบริหารจัดการความเข้มข้นของพลังงานความร้อนได้อย่างยืดหยุ่นตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ
2. ทฤษฎีและการทำงานของระบบกักเก็บพลังงานด้วยเกลือหลอมเหลว (Molten Salt Thermal Energy Storage: TES) หัวใจสำคัญที่ทำให้ CSP เหนือกว่า Solar PV คือ ความสามารถในการกักเก็บพลังงานในรูปของ “ความร้อน (Thermal Energy)” แทนที่จะเป็นเคมีไฟฟ้า โดยใช้สารตัวกลางคือ เกลือหลอมเหลว (Molten Salt) ซึ่งมักเป็นส่วนผสมของโซเดียมไนเตรต (NaNO_3) และโพแทสเซียมไนเตรต (KNO_3) หรือที่เรียกว่า Solar Salt
【กลไกการทำงานของระบบเกลือหลอมเหลวแบ่งออกเป็น 2 ถังหลัก (Two-Tank Storage System)】
1) ถังเย็น (Cold Storage Tank): เกลือเหลวจะถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 290°C (ซึ่งสูงกว่าจุดเยือกแข็งของเกลือที่ประมาณ 220°C เพื่อป้องกันการแข็งตัวในท่อ)
2) กระบวนการชาร์จพลังงาน (Charging): ในช่วงที่มีแสงแดด เกลือเย็นจะถูกสูบขึ้นไปยังตัวรับความร้อน (Receiver) บนหอคอย แสงอาทิตย์ที่รวม ณ จุดนั้นจะถ่ายเทความร้อนให้เกลือจนมีอุณหภูมิสูงถึง 565°C
3) ถังร้อน (Hot Storage Tank): เกลือที่ร้อนจัดจะถูกนำมาเก็บไว้ในถังฉนวนความร้อนสูงที่มีการสูญเสียพลังงานต่ำมาก
4) กระบวนการจ่ายไฟฟ้า (Discharging): เมื่อไม่มีแสงแดดหรือในช่วงเวลากลางคืน เกลือร้อนจากถังร้อนจะถูกสูบผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Steam Generator) เพื่อต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง ไปขับกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) ผลิตไฟฟ้า จากนั้นเกลือที่เย็นลงจะไหลกลับไปสู่ถังเย็นเพื่อรอรอบต่อไป
【ข้อดีเชิงทฤษฎีและเศรษฐศาสตร์ของระบบ Molten Salt TES】
1) ความจุและระยะเวลากักเก็บสูง (High Capacity & Long Duration): โครงการที่ชิงไห่มีความจุสูงถึง 11,747 MWh กักเก็บพลังงานได้ยาวนานถึง 15 ชั่วโมง ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลากลางคืนทั้งหมดจนถึงรุ่งเช้า (Firming Capacity)
2) อายุการใช้งานยาวนานและไม่เสื่อมสภาพ (No Degradation): ต่างจากแบตเตอรี่เคมีไฟฟ้า (เช่น Lithium-ion) ที่มีรอบการชาร์จจำกัดและเสื่อมสภาพตามเวลา เกลือหลอมเหลวสามารถผ่านกระบวนการรับและคายความร้อนได้นับหมื่นรอบโดยไม่สูญเสียคุณสมบัติทางเคมี มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25-30 ปี
3) ต้นทุนต่อหน่วยพลังงานต่ำกว่า (Lower Levelized Cost of Storage): ในระดับกิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) การเพิ่มขนาดถังเกลือเหลวมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเพิ่มแผงแบตเตอรี่ลิเธียมอย่างมาก
3. การวิเคราะห์แนวโน้มและการขยายตัวของเทคโนโลยี CSP ในระดับสากล ความเคลื่อนไหวของจีนในการลดต้นทุนการก่อสร้าง CSP ลงถึง 50% ภายใน 10 ปี (จาก 30,000 หยวน/kW เหลือ 15,000 หยวน/kW) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ในระดับโลก
【ปัจจัยเร่งทางยุทธศาสตร์】
1) การแก้ปัญหา Duck Curve และ Curtailment: จีนเผชิญปัญหา “ไฟฟ้าล้นระบบ” ในช่วงกลางวันจาก Solar PV และ “ไฟฟ้าขาดแคลน” ในช่วงค่ำ (เกิดกราฟรูปเป็ด หรือ Duck Curve) การนำ CSP เข้ามาเสริมในระบบสายส่ง จะทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวน และจ่ายไฟทดแทนได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน
2) การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty): การที่จีนสามารถผลิตหอรับความร้อนขนาดใหญ่ 8.6 เมตร และระบบควบคุมได้เอง 100% เป็นการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ที่เบ็ดเสร็จภายในประเทศ ลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
3) ความต้องการพลังงานของโครงสร้างพื้นฐานยุค AI: ชิปประมวลผลขั้นสูง ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องการพลังงานไฟฟ้าที่ “เขียวและเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง” โซลาร์เซลล์ทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นศูนย์ทางคาร์บอน (Net Zero) ในช่วงกลางคืนได้ แต่ CSP ทำได้
【แนวโน้มการขยายตัวในอนาคต】
1) การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบผสมผสาน (Hybrid Renewable Energy Zones): ในอนาคต การสร้างโรงไฟฟ้าจะไม่ใช่แค่ CSP เดี่ยวๆ แต่จะเป็นการสร้าง Mega Project ที่รวมเอา Solar PV (ผลิตไฟฟ้าราคาถูกตอนกลางวัน), กังหันลม (Wind Power), และ CSP (ทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่ความร้อนและตัวจ่ายไฟฐานยามค่ำคืน) อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ดังเช่นโมเดลในทะเลทรายและพื้นที่แห้งแล้งทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
2) การประยุกต์ใช้ความร้อนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Process Heat): นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า ความร้อนอุณหภูมิสูงจากเกลือหลอมเหลวในระบบ CSP กำลังถูกพัฒนาไปใช้โดยตรงในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมหนัก เช่น การผลิตไฮโดรเจนเขียว (Green Hydrogen), โรงงานเคมีภัณฑ์ และโรงงานปูนซีเมนต์ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
【บทสรุป】
การที่จีนทุ่มงบประมาณและกำหนดนโยบายขยายกำลังการผลิต CSP เพิ่มขึ้นเกือบ 18 เท่าภายในปี 2030 ไม่ใช่ความพยายามในการฟื้นคืนชีพเทคโนโลยีที่ล้มเหลว แต่เป็นการมองการณ์ไกลเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่เล็งเห็นว่า “ความเสถียรและความสามารถในการกักเก็บพลังงาน” คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในยุคพลังงานหมุนเวียน
ด้วยอานิสงส์ของการผลิตในปริมาณมาก (Economies of Scale) และการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ของจีน จะส่งผลให้เทคโนโลยี CSP มีต้นทุนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในระดับสากล และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญร่วมกับแบตเตอรี่ประเภทอื่นๆ ในการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของโลกไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–


เรื่องน่าอ่าน
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อพลังใจ ไอคอนสยาม เสาร์นี้ 12 ก.ย.2569
DSI ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ เร่งปราบอาชญากรรมเทคโนโลยีข้ามชาติ ขยายผลเส้นทางการเงิน ใช้ AI หนุนการทำงาน
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดนนทบุรี ร่วมพิธีเปิดงาน Thai SME GP (SME BIG MOVE)
สำนักงาน ก.พ.ร. เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน มอบ “รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569” เช็ดชูเกียรติหน่วยงานรัฐขับเคลื่อนนวัตกรรมและ AI ภายใต้แนวคิด “CHANGE for a Better Future เปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า”
DSI ยกระดับความร่วมมือ HSI สหรัฐฯ ผนึกกำลังปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ข้ามชาติ
ด่วน!!! เหตุยิงในโรงเรียนอนุบาลที่ จ.ชลบุรี สกู๊ปพิเศษ: กระสุนแห่งความหึงหวง พังทลายเซฟโซนเด็กอนุบาล—เมื่อ ‘อาวุธหลวง’ กลายเป็นเครื่องมือปลิดชีพครูในรั้วโรงเรียน
ต่อนี้ประชาชนต้องที่จอดในบ้านเท่านั้น….,.️เห็นด้วย บางคนมีที่จอดรถ เอาที่จอดวางโต๊ะเก้าอี้ไว้หน้าบ้าน แต่เอารถไปจอดข้างรั้ว ล่าสุดศาลตัดสินแล้ว จอดรถหน้าบ้านตัวเองก็ผิด เจ้าของบ้านแพ้คดี
ติดอาวุธทางปัญญา!!! สอบสวนกลาง เปิดศูนย์ติวเข้มรุ่นใหญ่ รู้ทันกลโกง “แก๊งคอลเซนเตอร์”